TOP

รวมเหล่างูแห่งจักรวาล ตำนานกลุ่มดาวสัตว์ร้าย พร้อม Side Story ที่คุณคิดไม่ถึง

ตำนานงูบนท้องฟ้า สัตว์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ที่ถูกเล่าขานต่อกันมาผสมกับจินตนาการในการวาดกลุ่มดาวบนฟ้ายามค่ำคืน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สัตว์ร้ายชนิดนี้มีที่มาและความหมายที่นำไปใช้กันอย่างหลากหลาย ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ตำนานปกรณัมกรีกโรมัน ไปจนถึงการแพทย์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนมีที่มามากมาย วันนี้ เราจึงอยากพาไปสำรวจท้องฟ้าของเราดูว่าตำนานแห่งสัตว์ร้ายชนิดนี้แฝงตัวอยู่ที่ใดและมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิตของพวกเราบ้าง

กลุ่มดาวงู

ถ้าจะพูดถึงงู จะไม่พูดถึงกลุ่มดาวงูเป็นอันดับแรกคงจะไม่ได้ กลุ่มดาวงู (Serpens) กินขนาดพื้นที่ในท้องฟ้า 637 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 23 จาก 88 กลุ่มดาวสากลทั้งหมดบนท้องฟ้า สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ทางซีกฟ้าเหนือ กลุ่มดาวงูเป็นกลุ่มดาวเดียวที่ถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วน คือ หัวงู (Serpens Caput) และหางงู (Serpens Cauda) โดยมีกลุ่มดาวคนแบกงู (Ophiuchus) คั่นอยู่ตรงกลาง

กลุ่มดาวงู และกลุ่มดาวคนแบกงู

ตำนานกลุ่มดาวงู

ตามตำนานสมัยโรมัน งูตัวนี้คืองูที่เทพแอสคลิพิอุส (Asclepius) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการแพทย์และการรักษา และเป็นบุตรแห่งเทพอะพอลโล (Apollo) ถือไว้ในมือ เทพแอสคลิพิอุสเรียนวิชาการรักษามาจากไครอน (Chiron) ที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเขาเติบโตมาเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง

ตำนานกล่าวว่า เทพแอสคลิพิอุสได้รับหน้าที่รักษาเทพกลาวคัส (Glaucus) บุตรแห่งเทพไมนอส (Minos) แต่รักษาไม่สำเร็จ เมื่อเทพกลาวคัสตาย เขาจึงถูกจองจำและต้องหาวิธีคืนชีพเทพกลาวคัสให้ได้ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่กำลังถูกจองจำอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีงูตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ด้วยความตกใจ จึงรีบฆ่างูตัวนั้นทิ้ง ทันใดนั้นงูอีกตัวก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับคาบสมุนไพรชุบชีวิตไปวางไว้บนหัวของงูตัวที่ถูกฆ่า แล้วทำให้มันฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในทันที เทพแอสคลีเพียสที่เฝ้ามองอยู่จึงใช้สมุนไพรนี้ในการรักษาผู้ป่วยและคืนชีพเทพกลาวคัสให้กลับมามีชีวิต

แต่การคืนชีพเทพกลาวคัสไม่เป็นที่พอใจของเทพจูปิเตอร์ (Jupiter) จึงใช้สายฟ้าฟาดสังหารเทพแอสคลีเพียสตาย เทพอะพอลโลเศร้าเสียใจต่อการเสียบุตรชาย จึงนำเขาไปประดับไว้บนฟ้าคู่กับงู เพื่อเป็นความหมายว่า ผู้รักษาแห่งสวรรค์

ในทางการแพทย์มีการนำสัญลักษณ์งู ที่ตามธรรมชาติจะต้องลอกคราบเป็นประจำ เปรียบเหมือนการฟื้นฟูรักษาและการมีชีวิตใหม่ จึงเป็นที่มาของไม้คทาแห่งแอสคลีเพียส (Rod of Asclepius) มีลักษณะเป็นแท่งไม้และงูหนึ่งตัวพันเป็นเกลียวรอบขึ้นไป ซึ่งเราอาจคุ้นตากันดีในตราสัญลักษณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ขณะที่ยังมีการเข้าใจผิดในการใช้สัญลักษณ์ไม้คทาคาดูเซียสของเทพเฮอร์มีส (Wand of Hermes) เทพเจ้าผู้แจ้งข่าวสาร ซึ่งมีลักษณะเป็นคทามีปีก 2 ข้างและมีงู 2 ตัวพันไขว้กัน มาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการแพทย์ แทนที่จะเป็นคทาแห่งแอสคลีเพียสที่มีงูเพียงตัวเดียว แท้จริงแล้วคทางูไขว้นั้นใช้เป็นสัญลักษณ์ของการค้า ความมั่งคั่ง และการลักขโมย แต่มีการใช้คทางูไขว้นี้ในความหมายทางการแพทย์อย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา บางแห่งปรับเปลี่ยนจากคทาเป็นคบเพลิง เช่น สมาคมแพทย์อินเดีย สมาคมแพทย์มาเลเซีย รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย!

 

Rod of Asclepius

ตราสัญลักษณ์ WHO

Wand of Hermes

ตราประจำกระทรวงสาธารณสุข

วัตถุท้องฟ้าที่สำคัญที่ปรากฏในกลุ่มดาวงู ได้แก่ กระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster) Messier 5 (M5) บริเวณหัวงู และเสาแห่งการก่อกำเนิด (Pillars of Creation) ซึ่งเป็นแก๊สและฝุ่นในเนบิวลาอินทรีหรือ Messier 16 (M16) บริเวณหางงู

Messier 5

เสาแห่งการก่อกำเนิด

กลุ่มดาวคนแบกงู

กลุ่มดาวคนแบกงู ถูกพูดถึงไปก่อนหน้าที่ในฐานะผู้คั่นกลางระหว่างงูสองส่วน กลุ่มดาวคนแบกงู (Ophiuchus) กินขนาดพื้นที่ท้องฟ้า 948 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 11 สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ชัดเจนที่สุดในเวลาเดียวกับกลุ่มดาวงู นอกจากนี้ กลุ่มดาวคนแบกงูยังปรากฏอยู่บนเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) จึงอาจนับได้ว่าเป็นจักรราศีที่ 13 ของผู้ที่เกิดวันที่ 29 พ.ย. – 17 ธ.ค. ซึ่งนานกว่าช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านกลุ่มดาวแมงป่องในราศีพิจิก (ตามไปอ่านที่มาที่ไปของเรื่องจักรราศีที่ 13 ในบทความก่อนหน้านี้ได้ที่นี่)

ตำนานกลุ่มดาวคนแบกงู

สำหรับชาวกรีกโบราณ คนแบกงูผู้นี้เป็นตัวแทนของเทพอะพอลโล ที่ต่อสู้กับงูตัวใหญ่ที่เฝ้ารักษาวิหารพยากรณ์แห่งเดลฟี (Oracle of Delphi) ต่อมาเชื่อกันว่าคนแบกงูผู้นี้คือบุรุษนามว่า ลาโอโคอูน (Laocoön) นักบวชชาวเมืองทรอย ซึ่งพยายามเตือนชาวทรอยไม่ให้นำม้าไม้แห่งกรุงทรอย (Trojan Horse) เข้ามาในเมือง

ม้าไม้นี้เกิดขึ้นจากอุบายของโอดิสเซียส (Odysseus) ในการบุกเข้าเมืองทรอย หลังจากที่ทำการรบยืดเยื้อกับฝ่ายกรีกมานานนับ 10 ปี ด้วยการให้ทหารสร้างม้าไม้นี้ขึ้นมา แล้วลากไปวางไว้หน้ากำแพงเมืองทรอย ชาวเมืองส่วนใหญ่เข้าใจว่าม้าไม้นี้เป็นบรรณาการที่ฝ่ายกรีกสร้างขึ้นและได้ล่าถอยออกไปแล้ว แต่ลาโอโคอูนพยายามเตือนชาวเมืองว่า “อย่าไว้ใจม้าโทรจัน! ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ฉันกลัวชาวกรีก รวมทั้งของกำนัลของพวกเขาด้วย” แต่ชาวเมืองไม่ได้เชื่อเขา จึงได้ลากม้าไม้เข้าไปไว้ในเมือง เมื่อตกกลางคืนทหารกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้ จึงออกมาเผาและยึดเมืองทรอยได้สำเร็จ

ต่อมาลาโอโคอูนที่รู้ทันแผนการของฝ่ายกรีก ถูกลงโทษให้จากเทพเจ้าให้ถูกงูทะเลคู่หนึ่งฆ่าตายโทษฐานที่เขาพยายามขัดขวางกองทัพกรีกนั่นเอง

ม้าโทรจัน เมืองชานักกาเล ประเทศตุรกี

เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวนี้ก็คือ ม้าโทรจัน ใช่ครับ ผมกำลังหมายถึงม้าโทรจันที่อยู่ในคอมพิวเตอร์นั่นแหละ หลายคนน่าจะเคยได้ยินว่าม้าโทรจันเป็นไฟล์คุกคามคอมพิวเตอร์ (มัลแวร์) แบบหนึ่ง ที่แฝงเข้ามาภายในเครื่องของเรา โดยถูกเขียนคำสั่งให้ลักลอบเก็บข้อมูล เช่น ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่านของเรา เพื่อนำไปใช้เจาะระบบโจมตีหรือสร้างความเสียหายอื่น ๆ ได้ ไฟล์ที่แนบม้าโทรจันมาด้วย มักเป็นไฟล์ที่เราดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล อีการ์ด หรือไฟล์จากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ม้าโทรจันที่แฝงเข้ามาในคอมพิวเตอร์นี้ มีที่มาตามตำนานของลาโอโคอูนผู้เป็นที่มาของกลุ่มดาวคนแบกงูนั่นเอง

วัตถุท้องฟ้าที่สำคัญที่ปรากฏในกลุ่มดาวนี้ ได้แก่ กระจุกดาวทรงกลม M9, M10, M12, M14, M19, M62 และ M107 รวมถึงกระจุกดาวเปิด (Open Cluster) IC 4665 และ NGC 6633

Messier 107

NGC 6633

กลุ่มดาวงูไฮดรัส

กลุ่มดาวงูไฮดรัส (Hydrus) กินขนาดพื้นที่ท้องฟ้า 243 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 61 สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ทางซีกฟ้าใต้ กลุ่มดาวนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีดาวฤกษ์เด่นชัดประกอบเป็นกลุ่มดาวเพียงไม่กี่ดวง เราจึงมองหากลุ่มดาวงูไฮดรัสได้ค่อนข้างยาก สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีเฉพาะภาคใต้สุดเท่านั้นที่พอจะเห็นกลุ่มดาวนี้ ส่วนในภาคอื่น ๆ อาจมองเห็นได้เพียงบางส่วนและปรากฏอยู่ใกล้ขอบฟ้าทางทิศใต้มาก จนอาจถูกแสงจากสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ บดบังจนมองไม่เห็น

กลุ่มดาวงูไฮดรัส

การสังเกตการณ์ท้องฟ้าในประเทศไทย ส่วนมากเป็นการสังเกตท้องฟ้าในซีกฟ้าเหนือ (Northern Hemisphere) เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณละติจูดที่ 5 ถึง 20 องศาเหนือ ส่วนการสังเกตท้องฟ้าในซีกฟ้าใต้ (Southern Hemisphere) สามารถมองเห็นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT จึงได้ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางที่มีกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูงและสามารถควบคุมระยะไกลผ่านอินเทอร์เน็ต โดยได้ร่วมมือกับ University of North Carolina ภายใต้โครงการ PROMPT (Panchromatic Robotic Optical Monitoring and Polarimetry Telescopes) โดยติดตั้งกล้อง PROMPT-8 ไว้ในพื้นที่ Cerro Tololo Inter-American Observatory (CTIO) ประเทศชิลี ซึ่งอยู่ในซีกโลกใต้ เพื่อใช้ในการศึกษาเรียนรู้ดาราศาสตร์ในซีกฟ้าใต้แก่นักวิจัยและผู้ที่สนใจในประเทศไทยอีกด้วย

กล้องโทรทรรศน์ PROMPT-8 (© NARIT)

กลุ่มดาวงูไฮดรัสไม่มีวัตถุท้องฟ้าที่สำคัญที่ปรากฏในกลุ่มดาวมากนัก สำหรับกลุ่มดาวนี้ ว่ากันว่าหมายถึง งูน้ำตัวผู้ จึงเปรียบเสมือนเป็นกลุ่มดาวเคียงคู่กับกลุ่มดาวงูไฮดรา ที่หมายถึง งูน้ำตัวเมีย

กลุ่มดาวงูไฮดรา

มาถึงกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในท้องฟ้า นั่นก็คือ กลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra) ซึ่งกินขนาดพื้นที่ท้องฟ้า 1,303 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ในจำนวนกลุ่มดาวทั้งหมด เพราะกินความกว้างบนท้องฟ้ามากกว่า 100 องศา สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ทางซีกฟ้าใต้

กลุ่มดาวงูไฮดรา

ตำนานกลุ่มดาวงูไฮดรา

ตามตำนานกรีกกล่าวว่า งูไฮดราตัวนี้อยู่ในถ้วยน้ำวิเศษที่อีกาตัวหนึ่งกำลังนำไปถวายแด่เทพอะพอลโล เมื่อเทพอะพอลโลเห็นจึงโกรธและโยนทั้งงูไฮดรา อีกาและถ้วยใส่น้ำขึ้นไปบนฟ้า กลายเป็นกลุ่มดาวงูไฮดรา กลุ่มดาวนกกา (Corvus) และกลุ่มดาวถ้วย (Crater) ซึ่งอยู่ในบริเวณท้องฟ้าเดียวกันนั่นเอง

ยังมีอีกตำนานของงูไฮดราที่เราน่าจะเคยได้ยินได้ดูจากภาพยนตร์ นั่นคือ ไฮดราหลายหัว ที่ว่ากันว่าถ้าตัดหัว ๆ หนึ่งของไฮดรา มันจะงอกใหม่ขึ้นมาทดแทนอีก 2 หัว วีรบุรุษเฮอร์คิวลิส (Hercules) ซึ่งกำลังทำภารกิจ 12 ประการตามคำสั่งของกษัตริย์ยูริธิอัส (Eurystheus) ต้องมาปราบไฮดราตัวนี้ให้ได้ โดยนอกจากจะต้องคอยหลบเลี่ยงลมหายใจพิษของไฮดรา ยังต้องหาวิธีที่จะไม่ทำให้หัวใหม่งอกขึ้นมาด้วย เมื่อเฮอร์คิวลิสตัดหัวของไฮดราได้แต่ละหัว จึงให้ไอโอลอส (Iolaus) ผู้ช่วย นำไฟไปลนที่คอของไฮดรา เพื่อไม่ให้มีหัวใหม่งอกขึ้นมาได้

นอกจากไฮดราจะเป็นชื่ออสุรกายในตำนานแล้ว ไฮดรายังเป็นชื่อเรียกสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ด้วย ไฮดราเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัมไคนดาเรีย (Cnidaria) สิ่งที่พิเศษของมันก็คือ การสืบพันธ์ุแบบแตกหน่อ (Budding) โดยที่ลำตัวของมัน จะมีปุ่มเล็ก ๆ ยื่นยาวออกมา และสามารถหลุดออกมาเจริญเป็นตัวใหม่ได้ (คล้าย ๆ กับการงอกหัวใหม่ในตำนานนั่นแหละ) ซึ่งการสืบพันธุ์แบบนี้ เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (แม้ว่าไฮดราจะสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ด้วยก็ตาม) การสืบพันธุ์แบบแตกหน่อนี้ ยังพบได้ทั้งในพืชและสัตว์ เช่น แหน กล้วยไม้ แมงกะพรุน และยีสต์ อีกด้วย

การสืบพันธุ์ของไฮดรา (© Robert Berdan)

การสืบพันธุ์ของยีสต์

วัตถุท้องฟ้าที่สำคัญที่ปรากฏในกลุ่มดาวงูไฮดรา ได้แก่ กระจุกดาวทรงกลม M68 และ M83 และกระจุกดาวเปิด M48 ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท นอกจากนี้ยังรวมถึงเนบิวลาดาวเคราะห์ (Planetary Nebula) อย่าง NGC 3242 ซึ่งมีชื่อเล่น ๆ ว่า ผีดาวพฤหัสบดี (Ghost of Jupiter) ด้วย

ผีดาวพฤหัสบดี

กลุ่มดาวเพอร์ซิอัส

เพอร์ซิอัสไม่ใช่งู! แต่เป็นชื่อของวีรบุรุษที่สามารถกำจัดปีศาจหัวงูเมดูซ่าได้ กลุ่มดาวเพอร์ซิอัส (Perseus) มีเนื้อที่ 615 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 24 สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ทางซีกฟ้าเหนือ

กลุ่มดาวเพอร์ซิอัส

ตำนานกลุ่มดาวเพอร์ซิอัสและปีศาจเมดูซ่า

เพอร์ซิอัสเป็นวีรบุรุษคนสำคัญและมีตำนานพัวพันกับเทพเจ้าหลายองค์ และเป็นที่มาของกลุ่มดาวอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกันบนท้องฟ้า เช่น กลุ่มดาวเจ้าหญิงแอนโดรเมดา (Andromeda) กลุ่มดาวราชาเซฟีอุส (Cepheus) และกลุ่มดาวราชินีแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) หากจะให้เล่าตำนานเกี่ยวกับเพอร์ซิอัส น่าจะใช้เวลาอธิบายอีกพอสมควร เลยจะขอเล่าเฉพาะตอนที่เกี่ยวข้องกับปีศาจหัวงูอย่างเมดูซ่าแล้วกันครับ

ในเทพปกรณัมกรีก เรียกเมดูซ่า (Medusa) ว่าเป็นสัตว์ประหลาดกอร์กอน แท้ที่จริงแล้วเมดูซ่าเป็นเทพีผู้น่าสงสารคนหนึ่ง ตามตำนานเล่าว่า เมดูซ่าเป็นเทพีสตรีรูปงาม มีเส้นผมที่สวยจนหาที่เปรียบไม่ได้ วันหนึ่งเกิดต้องตาเทพเจ้าโพไซดอนเข้า จึงเรียกให้นางมาเข้าเฝ้าที่วิหารของเทพีอะธีน่า (Athena) แล้วถูกเทพโพไซดอนข่มขืนในวิหารนั้น เมื่ออะธีน่ารู้เรื่องบวกกับความอิจฉาในรูปโฉมของเมดูซ่าอยู่แล้ว จึงสาปให้นางกลายเป็นปีศาจหน้าตาอัปลักษณ์ มีเส้นผมกลายเป็นงูและเมื่อจ้องตาผู้ใดผู้นั้นจะต้องกลายเป็นหิน อย่างที่พวกเราเคยได้ยินกัน

หลังจากที่เพอร์ซิอัสออกทำภารกิจเพื่อตามล่าหัวของเมดูซ่า เทพีอะธีน่ายังคอยให้ความช่วยเหลือเพอร์ซิอุส ด้วยการมอบโล่วิเศษและบอกเส้นทางเพื่อตามหาเทพตาบอด 3 องค์ซึ่งรู้ที่อยู่ของรังเมดูซ่า เทพสามองค์นี้มีดวงตาสำหรับมองเห็นเพียง 1 ดวง เพอร์ซิอัสจึงเข้าไปแย่งดวงตาของเทพสามองค์เพื่อบังคับให้นางบอกที่อยู่ของรังเมดูซ่า เมื่อเพอร์ซิอัสเดินทางไปถึง ก็พบว่านางและกอร์กอนสามพี่น้อง ซึ่งได้รับผลจากคำสาปเหมือนกัน กำลังนอนหลับอยู่ เพอร์ซิอัสรู้ว่าหากเผลอจ้องตาเมดูซ่าเข้า ตัวเองอาจกลายเป็นหินได้ จึงใช้โล่ที่ได้มาจากเทพีอะธีน่า ส่องสะท้อนเงาแทนกระจกเพื่อมองเมดูซ่าจากด้านหลัง แล้วเข้าไปฟันหัวเมดูซ่าได้สำเร็จ (อันที่จริงแล้วเทพีอะธีน่าปรากฏกายขึ้นเพื่อช่วยชี้ตัวเมดูซ่าแก่เพอร์ซิอัสด้วย จะแค้นเคืองอะไรกันขนาดนั้น)

นอกจากนี้ ตำนานยังกล่าวอีกว่า ระหว่างทางที่เพอร์ซิอัสเอาหัวเมดูซ่ากลับมาเพื่อมอบเป็นของขวัญแด่กษัตริย์ตามภารกิจ เลือดจากหัวเมดูซ่าที่หยดลงผืนทะเลทราย ยังทำให้ทะเลทรายมีงูพิษอยู่อาศัย หรือได้ไปทะเลาะกับเทพแอตลาสผู้คอยแบกโลก จึงเปิดหัวเมดูซ่าทำให้เทพแอตลาสกลายเป็นเทือกเขาแอตลาสที่พาดผ่านทวีปแอฟริกา และเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ในกลุ่มดาวเพอร์ซิอัสนี้ มีดวงดาวที่น่าสนใจอยู่ด้วยนั่นคือ อัลกอล (Algol) ซึ่งอยู่บริเวณลูกตาของหัวเมดูซาที่เพอร์ซิอัสกำลังถืออยู่ ดาวดวงนี้มีอีกชื่อว่าดาวปีศาจ (Demon Star) เนื่องจากเป็นดาวแปรแสงหรือดาวที่มีการเปลี่ยนแปลงความสว่างอย่างรวดเร็ว ในความเป็นจริงแล้ว ดาวอัลกอลเป็นระบบดาวตอง (Three-star System) คือมีดาวฤกษ์ 3 ดวงโคจรอยู่รอบกันและกัน โดยมีแรงดึงดูดระหว่างกันทำให้จับกลุ่มกันไว้ ซึ่งเมื่อดาวดวงที่เล็กโคจรผ่านหน้าดาวดวงที่ใหญ่กว่า จึงทำให้ความสว่างของอัลกอลเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสังเกตจากโลกนั่นเอง

ระบบดาวกลุ่มอัลกอล (Algol triple star system)

การเคลื่อนที่บดบังกันและกันของดาว Algol A และ B

วัตถุท้องฟ้าที่สำคัญที่ปรากฏในกลุ่มดาวเพอร์ซิอัสมีจำนวนมาก เช่น กระจุกดาวคู่ NGC 869 และ NGC 884 เนบิวลาดาวเคราะห์ M76  หรืออีกชื่อว่า เนบิวลาดัมเบลเล็ก (Little Dumbbell Nebula) นอกจากนี้ตำแหน่งของกลุ่มดาวเพอร์ซิอัสยังเป็นตำแหน่งเกิดฝนดาวตก (Meteor Showers) เพอร์ซิอัส ซึ่งได้ชื่อว่า ราชาแห่งฝนดาวตก ซึ่งสามารถสังเกตดูได้ชัดเจนในช่วงเดือนสิงหาคมอีกด้วย

กลุ่มดาวมังกร

กลุ่มดาวมังกร (Draco) (โปรดอย่าจำสลับกับกลุ่มดาวแพะทะเล (Capricorns) ของราศีมังกรนะ) มีขนาดเนื้อที่บนท้องฟ้า 1,083 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 8 สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ทางซีกฟ้าเหนือ โดยในพื้นที่ละติจูดสูง ๆ จะเห็นกลุ่มดาวนี้หมุนรอบขั้วฟ้า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยมีการใช้ดาวธูบัน (Thuban) ที่อยู่ในกลุ่มดาวมังกร เป็นดาวประจำทิศเหนือและยังมีฉายาว่าเป็น หัวของงู (Head of the Serpent) อีกด้วย

กลุ่มดาวมังกร

ตำนานกลุ่มดาวมังกร

มังกรตัวนี้ ตามตำนานกรีกคือมังกรที่ชื่อว่า ลาดอน (Ladon) ทำหน้าที่เฝ้ารักษาแอปเปิลทองคำที่อยู่ในสวนของเฮสเพอริดีส (Hesperides) กษัตริย์ยูริธิอัสผู้บัญชาให้วีรบุรุษเฮอร์คิวลิสทำภารกิจ 12 ประการ หนึ่งในนั้นคือการนำผลแอปเปิลทองคำมาถวาย มังกรลาดอนที่ทำหน้าที่เฝ้าสวนแห่งนี้จึงถูกเฮอร์คิวลิสฆ่าตาย ก่อนจะเข้าไปขโมยผลแอปเปิลทองคำได้สำเร็จ เป็นที่มาให้กลุ่มดาวมังกรและกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิสอยู่ใกล้เคียงกันบนท้องฟ้านั่นเอง

มังกรเป็นสัตว์ในนิยายที่ถูกตีความและสร้างภาพตามแต่ละความเชื่อ มังกรในแถบยุโรปมักเป็นสัตว์ดุร้าย ลำตัวเป็นเกล็ด มีขา มีปีกสามารถบินบนท้องฟ้าและพ่นไฟได้ เป็นต้น สำหรับมังกรในความเชื่อทางตะวันออกมักเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ลำตัวยาวมีเกล็ด คล้ายกับงูตัวใหญ่ แต่มีขา เช่น มังกรจักรพรรดิของจีน หรือตัวมกรของไทย แต่ไม่ได้รวมถึงพญานาค เพราะพญานาคถูกจัดรวมอยู่ในสัตว์ประเภทงูเนื่องจากไม่มีขา อย่างไรก็ตาม ความหมายตามรากศัพท์ละติน คำว่า Draconem มีความหมายว่า งูยักษ์ (Huge Serpent)

รูปสลักตัวมกร (ครึ่งขวา) คายพญานาค (ครึ่งซ้าย) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ

วัตถุท้องฟ้าที่สำคัญที่ปรากฏในกลุ่มดาวมังกร ได้แก่ เนบิวลาดาวเคราะห์ NGC 6543 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เนบิวลาตาแมว (Cat’s Eye Nebula)

เนบิวลาตาแมว

กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ

กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ (Carina) กินขนาดพื้นที่ 494 ตารางองศา ใหญ่เป็นอันดับที่ 34 สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้ได้ทางซีกฟ้าใต้ กลุ่มดาวนี้แต่เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มดาวเรืออาร์โก (Argo Navis) ต่อมาในศตวรรษที่ 18 นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า เดอ ลากาย (De Lacaille) ได้แบ่งกลุ่มดาวเรืออาร์โกออกเป็นกลุ่มดาวย่อย 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ (Carina) กลุ่มดาวท้ายเรือ (Puppis) กลุ่มดาวเข็มทิศ (Pyx) และกลุ่มดาวใบเรือ (Vela)

กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ กลุ่มดาวใบเรือ และกลุ่มดาวท้ายเรือ

ตำนานกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ

ตามตำนานกรีก เรืออาร์โกต่อขึ้นโดยอาร์กัส (Argus) ช่างต่อเรือผู้เชี่ยวชาญ ที่ต่อเรือสำหรับ 50 ฝีพายตามคำขอของเจสัน (Jason) เพื่อเดินทางไปนำขนแกะทองคำจากดินแดนโคลชิส (Colchis) ซึ่งเจสันและคณะอาร์โกนอต (Argonauts) ต้องฝ่าฟันอันตรายและเสี่ยงชีวิตกับอุปสรรคต่าง ๆ ในมหาสมุทรมากมาย ก่อนที่จะสามารถเข้าไปนำขนแกะทองคำกลับมาได้สำเร็จ

กระดูกงูเรือ (ไม่ได้ใช้งูจริง ๆ มาสร้างแต่อย่างใด) เป็นชื่อเรียกโครงสร้างที่เป็นแกนหลักของลำเรือ ประกอบด้วย ไม้แกนท่อนยาววางตัวทอดตลอดแนวยาวของลำเรือ และไม้ซีกท่อนสั้นวางขวางเป็นซี่ตลอดแนว คล้ายกับซี่โครงของลำตัวงู โครงสร้างกระดูกงูนี้ทำขึ้นเพื่อให้เรือมีความมั่นคงแข็งแรง ควบคุมการทรงตัวในน้ำ และกำหนดขนาดบรรจุหรือความกว้างของเรืออีกด้วย แต่สำหรับการสร้างเรือในยุคปัจจุบัน มีการปรับรูปแบบโครงสร้างเรือ รวมทั้งเปลี่ยนวัสดุประกอบลำเรือไปมากกว่าในอดีต เริ่มมีการต่อประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานผลิต ทำให้การต่อเรือแบบกระดูกงูเรือ และเรือประเภทนี้ค่อย ๆ ลดน้อยหายไปตามกาลเวลา

โครงสร้างกระดูกงูเรือ (© WoodenBoat Forum)

เรือหางยาว

กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ มีดาวที่สว่างที่สุด คือดาวคาโนปุส (Canopus) เป็นดาวที่มีความสว่างมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในท้องฟ้า นอกจากนี้ยังปรากฏวัตถุท้องฟ้าที่สำคัญในกลุ่มดาวกระดูกงูเรือ เช่น เนบิวลากระดูกงูเรือ (Carina Nebula) หรือ NGC 3372 เป็นเนบิวลาสว่างขนาดใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ กระจุกดาวเปิด Eta Carinae และเป็นเนบิวลากระจายแสงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในท้องฟ้าในซีกโลกใต้อีกด้วย

 

หลายครั้ง งูถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของความดุร้าย ความเจ้าเล่ห์ เลี้ยงไม่เชื่อง แม้ว่าสัตว์ชนิดนี้จะมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น แต่หากเราได้รู้จัก ย้อนดูตำนานและที่มาของความเชื่อเหล่านี้ งูก็อาจเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการมีชีวิต ดังเช่นการใช้ประโยชน์จากงูในวงการการแพทย์ รวมทั้งความน่าค้นหาอย่างอื่นที่รอเราไปค้นพบ เช่นเดียวกับความลึกลับที่กว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลก็ได้

 

แหล่งที่มาอ้างอิง

ภาพกลุ่มดาวที่ประกอบในบทความนี้ บันทึกจาก โปรแกรม Stellarium 0.14.3 ซอฟต์แวร์เสรีสำหรับใช้เป็นท้องฟ้าจำลองบนคอมพิวเตอร์ (ดาวน์โหลดได้ฟรีที่ http://www.stellarium.org/th/)

0/5 (0 Reviews)

นิสิตวิทยาการคอมพิวเตอร์ ผู้สนใจและหลงใหลในความลับแห่งจักรวาล

error: