TOP

ความรู้คู่อาหาร ปรุงชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์กับ “นุติ หุตะสิงห”

นอกจากจะเรียนเก่งแล้ว “นุติ” ดีกรีบัณฑิตเกียรนิยมอันดับ 1 เหรียญทองแห่งภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร ยังชื่นชอบในการทำอาหาร บวกกับชีวิตที่ชอบวิทยาศาสตร์ผลักดันให้เขาเลือกเรียนวิทยาศาสตร์

การปรุงอาหารในแต่ละครั้งของเขาจึงไม่ธรรมดา หากพร้อมแล้วเตรียมกระเพาะไว้ดี มาติดตามฝีไม้ลายมือของเขาไปด้วยกัน

คำเตือน รูปภาพต่อไปนี้อาจทำให้คุณหิว

แนะนำตัวหน่อยครับ

ชื่อ นุติ หุตะสิงห ชื่อเล่นชื่อ ทักษ์ ครับ พึ่งจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้มีแผนจะเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษปีหน้า ระหว่างนี้ จะมีเรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu ดุสิต ตอนนี้ยังช่วยทำงานวิจัยของอาจารย์ที่ภาคฯ และมีแผนจะเรียนภาษาเพื่อสอบ IELTS ครับ

อยากไปเรียนต่อทางด้านไหน

ออกแนว Food management การจัดการการผลิตอาหารมากกว่า คือเราจบ Food Technology มันจะเน้นวิทยาศาสตร์ซะมาก เราเลยอยากลองเปลี่ยนแนวดูบ้าง เหมือนเติมเต็มความรู้ให้มันครบศาสตร์มากยิ่งขึ้นทั้งวิทยาศาสตร์ และการจัดการ

ทำไมถึงสนใจการทำอาหาร
ตั้งแต่เด็กๆ แล้วเกิดมาก็เห็นพ่อแม่ คุณยาย ทำกับข้าว ที่บ้านไม่ค่อยชอบซื้ออาหารข้างนอกมากิน ดังนั้นเราก็ได้ซึมซับมาเรื่อย ๆ พอมาอายุ 10 ขวบ เราเริ่มจะทำเมนูง่าย ๆ และพัฒนามาทำอะไรที่ยากขึ้น เช่น ทำอาหารต่างประเทศ ทำขนม จนมาเป็นอาหารที่ดูมีความซับซ้อนเหมือนที่เห็นในปัจจุบันนี้ และการที่ชอบทำอาหารก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เลือกเข้ามาเรียนภาควิชานี้

ทำไมถึงไม่เลือกเรียนด้านการทำอาหารไปเลย

คือเราไม่ได้ถนัดการทำอาหารอย่างเดียว ซึ่งก็ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้วแหละ แต่พึ่งมารู้ตัวว่าชอบวิทยาศาสตร์มาก ๆ ตอนมัธยมต้น และตอนมัธยมปลายก็มีไปแข่งโครงงานวิทยาศาสตร์ ชนะระดับประเทศมาแล้ว จากนั้นได้ไปแข่งระดับโลกที่อเมริกาต่อ เลยได้โควตาเข้ามาในคณะนี้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องสอบเลย แล้วด้วยความที่ชอบอาหาร และ ระหว่างทำอาหารก็จะมองเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นปฏิกิริยานู่นนี่ซะส่วนใหญ่ เลยนำสิ่งที่ชอบ 2 อย่างนี้มารวมกัน ดังนั้นวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีทางอาหาร น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับเรา

ระหว่างทำอาหารก็จะมองเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นปฏิกิริยานู่นนี่ซะส่วนใหญ่ เลยนำสิ่งที่ชอบ 2 อย่างนี้มารวมกัน ดังนั้นวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีทางอาหาร น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับเรา

ความรู้เด็ดๆ เพิ่มเติมที่ได้จากการเรียนในภาควิชา

ก่อนที่จะเข้ามาเรียนเราก็เริ่มค้นหาด้วยตัวเองบ้าง ตั้งแต่ม.ต้นเลย พวก แป้ง โปรตีน พอเจอความร้อนแล้วเกิดเป็นอะไร เพราะบางทีที่โรงเรียนก็สอนเรื่องพวกนี้นะ แต่ยังไม่ได้ลึกอะไรมาก พอเข้ามาเรียนก็ โอ้โห มันใช่เลย … เอาง่าย ๆ เช่นเรื่องของบรรจุภัณฑ์อาหาร พลาสติกที่ห่อ ถ้าเราไม่เรียน Food เราไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารแบบนี้มันเหมาะกับพลาสติกแบบไหน มันเหมือนบรรลุว่าพลาสติกมีหลายประเภท ประเภทนี้เหมาะกับอาหารที่จะแช่แข็ง ประเภทนี้เหมาะกับอาหารที่ต้องทนความร้อน ประเภทไหนที่ทั้งทนความร้อนและทนความเย็น รวมถึงข้อดีข้อเสียต่าง ๆ นอกจากเราสามารถนำความรู้พวกนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว เราสามารถเอาไปบอกกับเพื่อนกับญาติที่เค้ายังใช้ผิด ๆ ซึ่งมันอาจเกิดอันตรายกับร่างกายเค้าได้ มันก็เป็นประโยชน์สำหรับเค้า

ถ้าลงลึกไปถึงตัวอาหาร เราก็จะได้คำตอบหมดเลยว่า เวลาคุณพ่อคุณแม่เค้ามีเทคนิคการทำอาหารอะไร แต่เค้าไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เราก็มาค้นพบได้ที่การเรียนในภาควิชานี้ เช่น เชฟฝรั่งเค้าจะบอกเสมอว่าเวลาย่างสเต็กต้องให้เกิดเป็นสีน้ำตาลเกรียม ๆ ที่ผิวข้างนอกก่อน ภาคนี้ก็จะบอกเราว่าการเกิดสีน้ำตาลที่ผิวนอกของสเต็กมันจะช่วยกักความชื้นไว้ข้างใน แล้วสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นมานี้ มันจะสร้างกลิ่น รส อะไรบ้าง เราก็รู้ว่าทำไมคนโบราณเค้าต้องทำแบบนู้นแบบนี้ การเรียน Food tech มันก็จะตอบเราว่าทำอาหารที่บ้านกับผลิตในอุตสาหกรรมมันต่างกันอย่างไร เอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาจับ แทนที่จะใช้หม้อกับเตาถ่านอย่างเดียว

และพวกที่บอกไปเมื่อกี้ก็คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เค้าค้นพบแล้ว แต่บางสิ่งบางอย่างในระดับคนทั่วไป เช่น ชาวบ้าน เค้ายังไม่รู้ เป็นพวกเทคโนโลยีทางอาหารใหม่ ๆ ที่เรารู้สึกว่า มันทำได้จริงเหรอ เช่น สมมติว่าบ้านเราทำไอศกรีม ถ้าจะให้อร่อยก็ต้องใส่ไขมัน ใส่ครีม ใส่ไข่แดง ลงไปเยอะ ๆ แต่ Food tech สามารถบอกได้ว่าถ้าไม่อยากใส่ไขมันเยอะ หรือไข่แดงเยอะ ก็สามารถหาสารอื่นมาทดแทนได้ เช่นสารทดแทนไขมันที่เรียกว่า กัม (Gum) ซึ่งสกัดมาจากแบคทีเรีย หรือจากเมล็ดพืช ก็แล้วแต่ และเราก็ต้องรู้ก่อนว่าทำไมไขมันทำให้อาหารอร่อย ก็เพราะพอกินเข้าไปแล้วไขมันมันจะไปเคลือบปาก ให้ความรู้สึกนุ่มลิ้น เนียน การใช้กัมในอาหารเพื่อช่วยให้เมื่อกินอาหารเข้าไปในปากจะรู้สึกเคลือบปากเสมือนไขมัน แล้วคนก็อาจจะไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ว่าเป็นกัมหรือเป็นไขมัน แต่ที่รู้ ๆ คือปริมาณไขมันในอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นน้อยกว่าสูตรไขมันเต็มแน่นอน เราก็รู้สึก ว้าว มันมีแบบนี้ในโลกด้วยนะ

อีกตัวอย่างนึง ก็คือ สมมติที่บ้านเราอยากฆ่าเชื้อในอาหารบางอย่าง เช่น เราได้กะทิคั้นสด ๆ จากตลาดมาแล้วอยากให้เก็บได้นาน ซึ่งแบคทีเรียมันเยอะมาก คนทั่วไปก็จะเอากะทิมาใส่หม้อต้มก่อน แต่ Food tech บอกว่าถ้าคุณอยากฆ่าเชื้อในกะทิ แบบที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ และอยากผลิตขายในปริมาณมาก ๆ แบบพวกเค้า (พวกกะทิกล่อง) ถ้าคุณใส่หม้อต้มยังไงก็เจ๊งเพราะมันเป็นระบบเปิด และทำได้ทีละกะ แบคทีเรียจะลงไปได้ตลอด แต่เรามีวีธีการก็คือ ถ้าเรามีเครื่องจักร ที่ทำช่องแคบๆ ให้กะทิไหลภายในนั้น อีกช่องนึงเป็นช่องสำหรับน้ำร้อนผ่านไหลสวนทางกัน ซึ่งเป็นระบบปิดและยังเพิ่มพื้นที่หน้าตัดให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดี ที่สำคัญคือเป็นระบบแบบต่อเนื่อง ไม่ต้องมานั่งยกหม้อ เปลี่ยนหม้อ ซึ่งกระบวนการนี้ก็คือการแลกเปลี่ยนความร้อน ผ่าน Plate heat exchanger นั่นเอง สุดท้ายกะทิของเราก็จะได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอรวดเร็ว และต่อเนื่อง สามารถผลิตได้หลายพันกล่องได้

สรุป การเรียน Food tech มันก็จะตอบเราว่าทำอาหารที่บ้านกับผลิตในอุตสาหกรรมมันต่างกันอย่างไร มันคือการนำอาหารที่ผลิตแบบบ้าน ๆ มาขยายสเกลให้เป็นระดับอุตสาหกรรม เอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาจับ แทนที่จะใช้หม้อกับเตาถ่านอย่างเดียว

ความรู้ในภาควิชาที่พอรู้แล้วรู้สึกว้าวมากที่สุด

คนทั่วไป ถ้าอยากฆ่าเชื้อในอาหาร ก็เอาไปต้ม ไปย่าง ไปนิ่ง ซึ่งพวกนี้มันเป็นกระบวนการให้ความร้อน แต่ Food tech สามารถบอกได้ว่าถ้าคุณใช้ความร้อนเชื้อโรคตายก็จริง แต่ที่หายไปด้วยคือคุณค่าทางอาหารต่าง ๆ อย่างพวกวิตามินมันก็หายไปด้วย เรามีวิธีที่ไม่ต้องใช้ความร้อน แต่สามารถเก็บอาหารได้นานยิ่งขึ้น เช่น ใช้กระแสไฟฟ้า ใช้ความดัน ใช้แสง ใช้รังสี ซึ่ง 3 สิ่งนี้ไม่ต้องใช้ความร้อน และคุณค่าทางอาหารยังอยู่ แต่มันอาจจะมีข้อเสียตรงที่มันยังไม่แพร่หลาย และเป็นเทคโนโลยีใหม่ก็จะค่อนข้างต้นทุนสูง

อีก 1 อย่างก็คือ ตอนเรียนวิชา nutrition เราพึ่งทราบจริง ๆ ว่า การกินมะเขือเทศผลสด ๆ เป็นลูก ๆ นั้น ได้ประโยชน์น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการกินแบบเอาไปผ่านกระบวนการความร้อนแล้ว เพราะว่ามะเขือเทศผลสดๆ มีน้ำถึง 90% เนื้อจริง ๆ น้อยมาก ไลโคปีน ที่เราต้องการยิ่งถูกเจือจาง แต่เราเอาไปผ่านกระบวนการทางความร้อน เช่น ผัดกับน้ำมัน ก็จะทำให้ไลโคปีนละลายออกมาได้ดียิ่งขึ้น (ไลโคปีนละลายในน้ำมัน) หรือถ้าเอามะเขือเทศไปทำซอส ปริมาณไลโคปีนก็จะเข้มข้นขึ้นเพราะน้ำมันระเหยไป ดังนั้น พวกซอสมะเขือเทศที่ฝรั่งเค้าเอามะเขือเทศมาผัดกับน้ำมันนิดนึง แล้วก็เคี่ยวไปนาน ๆ ย่อมให้ประโยชน์มากกว่ากินแบบทั้งลูกสด ๆ จิ้มเกลือแบบที่คนไทยกินแน่นอน

ตอนทำอาหาร ได้ชิมไหม

ชิมสิ มันมีปรัชญาอยู่อย่างนึงบอกว่า คนที่ทำอาหารอร่อยต้องชิมอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่ทำแล้วไม่ชิมเอาไปให้คนอื่นกิน โอกาสไม่อร่อยมันก็จะสูง ยกเว้นจะเป็นคนที่มือเที่ยงมาก คนที่ทำอาหารแล้วชิมก็จะปรับรสชาติอาหารให้ตรงกับที่ตัวเองชอบ คนส่วนใหญ่ความชอบของตัวเองมันจะใกล้ๆ กับคนอื่นแหละ ถ้าเราทำอาหารที่เราชิมแล้วรู้สึกว่าอร่อย ยังไงอาหารก็ต้องออกมาอร่อยแน่นอน เราเลยมีคติเตือนใจในหัวตลอดว่า “Cooking is a philosophy not a recipe, unless it’s pastry and then it’s chemistry”

ได้ลองทำอาหารให้เพื่อนๆ ได้ชิมบ้างไหม

ทำนะ อย่างทุก ๆ ปีใหม่ เพื่อน ๆ ทั้งมหาลัย และมัธยม ก็จะไปสังสรรค์กันที่บ้านเรา เราก็มีหน้าที่ทำอาหาร และบางทีเป็นเพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ เค้าก็จะจ้างเราทำอาหาร พอได้เงินมาก็เอาไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารให้เค้ากิน เราไม่ได้หวังกำไรอะไรมากหรอก แค่สนองความสุขของเราและคนที่มากินฝีมือเรา หลายคนชอบเรียกเราว่าเชฟนะ แต่เราทำอาหารเป็นงานอดิเรกซะมากกว่า ไม่ได้กะจะทำเป็นอาชีพอยู่แล้ว

ความฝันของนุติ

ถ้ามีโอกาสต่อเอกได้ก็จะไป เพราะอนาคตอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตอาหาร ความปลอดภัยของอาหาร อะไรแบบนี้ เพราะคิดว่าประเด็นของประเทศไทยตอนนี้ เรามีวัตถุดิบเยอะที่สุดในโลก แต่ทำไมอาหารที่เราผลิตยังมีข้อถกเถียงอยู่เยอะ บางอย่างคนกินเข้าไปก็ท้องเสีย ไม่ปลอดภัย อาจเกิดจากความไม่รู้ของผู้ประกอบการ ของพ่อค้าแม่ค้าเราเลยอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญในได้นี้ อยากให้เมืองไทยผลิตอาหารออกมาได้เยอะๆ มีความปลอดภัย ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารเคมี และมีคุณภาพระดับโลก ปัจจุบันก็มีคนทำทางด้านนี้อยู่ แต่ยังมีน้อย และไม่ได้มีบทบาทถึงระดับรากหญ้า ถึงประชาชนทั่วไป ไม่เหมือนกับต่างประเทศ

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ตอนนี้ถ้าคนนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ก็อาจจะนึกถึงอาจารย์เจษฎา แต่ถ้านึกถึงนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารก็อยากให้นึกถึงเรา

ที่สำคัญประเด็นทางความปลอดภัยของอาหารที่ยังเป็นข้อถกเถียงเรื่อยมา ยังมีนักวิชาการบางคนออกมาพูดทั้งๆ ที่เค้าไม่ได้เรียนมาด้านวิทยาศาสตร์ทางอาหาร มันไม่มีคนที่เชี่ยวชาญทางด้านอาหารแล้วกล้าที่จะเป็นตัวยืนในสังคม ให้ประชาชนเชื่อถือได้ เราก็อยากเป็นคนแบบนี้ในอนาคต ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ตอนนี้ถ้าคนนึกถึงนักวิทยาศาสตร์ก็อาจจะนึกถึงอาจารย์เจษฎา แต่ถ้านึกถึงนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารก็อยากให้นึกถึงเรา

ตอนนี้มีแผนที่จะเผยแพร่ความรู้ทางอาหารให้กับคนทั่วไปไหม

ตอนนี้ก็จะมีทำพวก infographic นะ เมืองไทยยังขาดคนที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ และขาดคนทำสื่อให้คนทั่วไปเข้าใจ เราก็พยายามทำให้เกี่ยวข้องกับอาหารในชีวิตประจำวัน ตอนนี้ก็จะมีช่องทางเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก soscity นี่แหละ ในคอลัมน์ Food Lab ฝากติดตามด้วยนะครับ

อาหารฝรั่งกับอาหารไทย ชอบทำอาหารอะไรมากกว่ากัน

ความจริงก็ชอบทั้งคู่นะ แต่ละอย่างมันก็มีศิลปะในการทำไม่เหมือนกัน ถ้าอยากเอามัน เอาสนุกก็จะเป็นอาหารไทย มันได้ผัด ได้เคี่ยว ได้เล่นแรงกับมัน ส่วนอาหารฝรั่งมันดูซับซ้อนมากกว่า ดูต้องใช้วัตถุดิบที่ดี ซึ่งเราอยู่ในประเทศไทยวัตถุดิบพวกนั้นก็แพง แต่ที่ค้นพบสำหรับอาหารฝรั่งคือเราได้ค้นพบศาสตร์ใหม่ๆ ในการทำอาหาร เพราะเราเกิดเป็นคนไทย บางทีวัตถุดิบเครื่องปรุงของฝรั่งเราก็ไม่เคยรู้ว่ามันต้องปรุงต้องคลุกแบบนี้นะ บางทีเราก็นำวิธีการพวกนี้มาประยุกต์กับอาหารไทยมันก็เวิร์คนะ เพราะฉะนั้นการทำทั้งสองอย่างได้มันก็ดีแหละ

คิดอย่างไรกับอาหารไทย

ถ้าถามจริงๆ แล้ว อาหารที่อร่อยที่สุดก็คืออาหารไทย อาหารฝรั่งบางทีมันมีรสชาติเดียว บางทีเราก็รู้สึกเลี่ยน แต่อาหารไทยมันกลมกล่อม อาจจะเพราะเราเป็นคนไทยด้วยแหละมั้ง (ฮา) คือ อาหารไทยน่าจะเป็นอาหารที่ครบทุกรสชาติ และด้วยความที่ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม เราไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ ดังนั้นอาหารจะสด และมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นอาหารไทยที่ออกมาจะอร่อย และรู้สึกว่าอาหารไทยไม่ได้เกิดจากการแต่งกลิ่นแต่งสี เกิดจากธรรมชาติล้วนๆ เราไม่ต้องพึ่งพวกสารเคมีแต่งสีแต่งกลิ่นเลย เช่น พวกขนมฝรั่งถ้าเค้าจะใช้น้ำตาล เค้าจะมีแค่น้ำตาลทรายแดง ทรายขาว และอาจจะต้องใช้กลิ่นวานิลลาแต่งเพิ่ม แต่ของเรามีน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลปี๊บ ซึ่งถือว่าเป็นน้ำตาลที่อร่อยที่สุดในโลกมาซัพพอร์ทให้อาหารเราอร่อยและหอมยิ่งขึ้น ก็จะเห็นว่าวัตถุดิบไทยๆเหล่านี้ ให้ทั้งกลิ่นและรสชาติครบถ้วน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยจริง ๆ

อาหารไทยสร้างขึ้นจากวัตถุดิบที่มีคุณค่า ให้รสชาติสมบูรณ์แบบและยังมีสมบัติเป็นยาที่ดี ธรรมชาติคัดสรรค์แล้วให้เรามีวัตถุดิบที่สมบูรณ์
ถ้าได้ทำอาหารให้แฟนหรือคนพิเศษ อยากทำเมนูอะไร

ที่พูดนี่ยังไม่มีนะครับ ขายของหน่อย (ฮา) ก็ต้องดูก่อนว่าเค้าชอบกินอะไร หลายคนไม่ชอบอาหารฝรั่ง แต่คิดว่าถ้าจะทำ อยากทำอาหารไทยรูปแบบใหม่ๆ ประมาณอาหารไทยฟิวส์ชั่น ทำออกมาก็รสชาติเป็นไทยแหละ แต่การกินมันไม่ได้อยู่ที่รสชาติอย่างเดียว มันอยู่ที่ตาด้วย อาหารที่อร่อย แว๊บแรกที่มองต้องดูดีก่อน เป็นอาหารไทยซึ่งมองแล้วหรูหราเหมือนฝรั่ง มันก็จะให้ความรู้สึกพิเศษมากยิ่งขึ้น

อาหารคืออะไรสำหรับนุติ

อาหารคือหนึ่งในปัจจัยสี่ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่ อาหารมันคือสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้และเป็นวัฒนธรรม เป็นครอบครัว เป็นมิตรภาพ ที่บอกว่าเป็นมิตรภาพก็เพราะ เวลาคนจะนัดคุยกัน ไม่มีคนที่จะมานัดบ่าย 2 บ่าย 3 นั่งคุย 1 ชั่วโมงแล้วกลับ เค้าจะนัดช่วงเที่ยงหรือเย็น คุยกันแล้วจะมีอาหารเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ อาหารจึงเป็นมากกว่าสิ่งที่ให้พลังงานแต่มันเป็นวัฒนธรรม เป็นสังคม และเป็นสิ่งที่ใช้สร้างมิตรภาพระหว่างผู้คน หรือสามารถให้ความสุขกับคนคนเดียวก็ได้ สมมติว่า เรารู้สึกว่าวันนี้ทำงานหนักมาก และเครียด ร้อยละ 90 จะเลือกวิธีการผ่อนคลาย ด้วยการไปกินอาหารดี ๆ กับเพื่อน ๆ หรือครอบครัว ซักมื้อ อาหารจึงอาจเป็นได้ทั้งยารักษาทางกายและจิตใจ

อาหารจึงเป็นมากกว่าสิ่งที่ให้พลังงาน แต่มันเป็นวัฒนธรรม เป็นสังคม และเป็นสิ่งที่ใช้สร้างมิตรภาพระหว่างผู้คน

สำหรับน้องๆ ที่สนใจจะเข้าภาคเทคโนโลยีทางอาหาร ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

Food Tech เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ไม่ได้ใช้ศาสตร์แค่ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แบบเพียวๆ แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเราใช้ความรู้ทางเคมีเยอะที่สุด ฟิสิกส์กับชีวะพอๆ กัน ฟิสิกส์อาจจะน้อยกว่าหน่อย เคมีที่ใช้เป็นพวกความเข้มข้น ปริมาณสาร เพื่อคำนวณสูตรอาหาร สูตรสารเคมี ซึ่งใช้บ่อยมาก ส่วนชีวะจะแตะนิดหน่อย พวกเชื้อโรค เชื้อรา และเรื่องระบบทางเดินอาหารของคน สุดท้ายฟิสิกส์ก็จะเกี่ยวกับเทอร์โมไดนามิกส์ พวกอัตราการเร็ว อัตราการไหลของอาหารในเครื่องจักรอะไรพวกนี้ ดังนั้นคนที่จะเข้าภาคนี้ได้ต้องเคมีแน่น ถ้าเคมีแน่น อย่างอื่นก็น่าจะรอด พวกฟิสิกส์ เคมี ชีวะ พวกนั้นเป็นแค่พื้นฐานจริง ๆ นะ พอมาเรียนจริงๆ จะพบว่าเนื้อหาที่เรียนนั้นเป็นศาสตร์ใหม่ ๆ ทั้งนั้น เพราะเทคโนโลยีทางอาหาร มันเป็นวิทยาศาสตร์สาขาประยุกต์ ประยุกต์แบบสุด ๆ มันไม่ใช่สายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์

อยากฝากอะไรถึงน้องๆ

น้องที่อยากเข้าภาคเทคโนโลยีทางอาหาร น้องคิดถูกต้องแล้ว ตอนแรกเราก็อยากเข้าหมอ แต่สุดท้ายคิดไปมันอาจจะไม่ใช่ตัวเรา เพราะเราเห็นบางคนที่เรียนหมอ จบไปเค้าก็ไม่ได้แฮปปี้กับงานนะ เค้าอยากเข้าเพราะเป็นค่านิยม ถ้าอยากเข้าคณะอะไรเพราะค่านิยม น้องคิดผิดทันที เพราะเราจะเสียเวลาไปไม่รู้กี่สิบปีกว่าจะเปลี่ยนงานใหม่ได้

และภาคนี้จะหาคนได้น้อยมากที่เรียนแล้วไม่มีความสุข เพราะจบออกไปสายงานกว้างมาก เรารู้ทั้งเรื่องอาหาร เรื่องการผลิตในอุตสาหกรรม รวมไปถึงกฎหมาย มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว มันคือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม การจัดการ รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรม นอกจากนั้นความสำคัญของเราก็คือ บางทีหมอทำให้คนสุขภาพดีขึ้นได้หนึ่งคน วิศวะอาจจะเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ คนอาจจะสบายขึ้นบางส่วน แต่ถ้าเราสามารถผลิตอาหารที่คนกินแล้วดีต่อสุขภาพ และยังอร่อยได้เหมือนเดิม คนจะมีความสุขอีกกี่ล้านคนก็ไม่รู้ น้องจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง และคนรอบข้างได้มากมาย โดยที่น้องไม่สามารถจินตนาการได้

ถ้าเราสามารถผลิตอาหารที่คนกินแล้วดีต่อสุขภาพ และยังอร่อยได้เหมือนเดิม คนจะมีความสุขอีกกี่ล้านคนก็ไม่รู้

ผู้ร่วมก่อตั้งชมรม SCIREN ชอบการทำสื่อและการตลาด ชอบวิทยาศาสตร์เป็นชีวิตจิตใจ