ใช้โทรศัพท์นาน ไม่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

ใช้โทรศัพท์นาน ไม่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

การใช้โทรศัพท์กับโรคมะเร็ง

หลังจากที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ออกมาจัดประเภทของ สัญญาณจากโทรศัพท์มือถืออาจเป็นสารก่อมะเร็ง ในปี 2011 ทั่วทั้งโลกก็ตกอยู่ภายใต้ความกลัวการใช้โทรศัพท์ไป แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาและงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า การใช้โทรศัพท์กับโรคมะเร็ง นั้น มีความเกี่ยวข้องกัน

รังสีหรือสัญญาณที่เกิดขึ้นจากการใช้โทรศัพท์นั้น อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคเนื้องอกในสมองแบบร้ายแรงที่เรียกว่า Glioma และแบบไม่ร้ายแรงเรียกว่า Acoustic Neuroma แต่อย่างไรก็ตามโรคเนื้องอกในสมองทั้ง 2 ชนิดนี้พบเจอได้ยากมาก โดยในสหรัฐอเมริกามีอัตราส่วนคือผู้ใหญ่ 10,000 คน จะมีคนเป็นโรคนี้เพียง 5 คนที่ถูกหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค Glioma แต่สำหรับ Acoustic Neuroma มีคนจำนวน 10 ล้านคนถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ทำให้เกิดความกังวลจนนำไปสู่การจัดอันดับให้โทรศัพท์มือถือนั้นมีความเสียงในระดับเดียวกับกาเฟอีกและผักดอง

Glioma
ภาพ MRI แสดงตำแหน่งการเกิด Glioma
Acoustic neuroma
ภาพ MRI แสดงตำแหน่งการเกิด Acoustic neuroma

การศึกษา การใช้โทรศัพท์กับโรคมะเร็ง

หลังจากประกาศของ WHO มีการศึกษาถึงผลของการใช้โทรศัพท์ต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งมากมาย โดยหนึ่งในการศึกษานั้น ได้มีการเก็บข้อมูลจากจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ใหญ่ชาวเดนมาร์กจำนวน 360,000 คน เป็นระยะเวลา 13 ปี ก็ไม่พบว่าโอกาสการเกิดโรคเนื้องอกในสมอง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคมะเร็งนั้นเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

การศึกษาจาก Interphone ซึ่งเป็นการศึกษาเรื่องนี้ที่ใหญ่มากที่สุด โดยมีการเก็บข้อมูลจาก 13 ประเทศ รวมไปถึงแคนาดา อังกฤษ เดนมาร์ก และญี่ปุ่น โดยนักวิจัยได้สอบถามคนจำนวน 7,000 คนซึ่งได้ถูกวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคเนื้องอกในสมอง และคนสุขภาพดีอีกจำนวน 14,000 คน เกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์ของพวกเขา

ผลที่ได้ก็คือการศึกษาจาก Interphone ก็ไม่พบความเกี่ยวข้องกันระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือและอัตราการเกิดโรคชนิด Glioma ยกเว้นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือมากกว่า 1,640 ชั่วโมงตลอดช่วงชีวิตโดยไม่มีหูฟัง (head-set) ใดๆ โดยในกลุ่มนี้มีแนวโน้มถึง 40% ที่จะเป็นโรคมะเร็ง แต่อย่างไรก็ตามนักวิจัยกล่าวว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมองอาจจะให้ข้อมูลเกินจริงเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มากกว่าคนที่มีสุขภาพดี ดังนั้นความเกี่ยวข้องกันระหว่างผู้ที่ป่วยอยู่แล้วกับการใช้งานมือถืออาจไม่สามารถเชื่อถือได้

ยังมีข้อโต้แย้งอื่นๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเกิดโรคมะเร็ง นั่นคือ ถึงแม้ว่าในช่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา จะมีอัตราการใช้งานมือถือเพิ่มขึ้นมากทั่วสหรัฐ เดนมาร์กและสวีเดน แต่ก็ยังไม่พบการรายงานของโรคเนื้องอกในสมองที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

นอกจากนี้ หลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างการใช้งานโทรศัพท์มือถือและโรคเนื้องอกในสมองนั้นยังมีไม่มากพอ โดยอาจารย์ Savitz ศาสตราจารย์โรคระบาดวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Brown กล่าวว่า “มันยากที่จะจินตนาการว่า สัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ปล่อยออกมานั้น จะสร้างอันตรายให้กับคนได้” โดยสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือ เป็นรังสีแบบ non-ionizing โดยไม่มีแนวโน้มจะเกิดอันตรายต่อ DNA ของมนุษย์ได้เลย ซึ่งไม่เหมือนกับ รังสีแบบ ionizing เช่น X-rays หรือเครื่อง CT scans

non-ionizing and ionizing

(ภาพจาก: radiologyandphysicalmedicine)

การศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงมากที่สุด มันมีชื่อว่า COSMOS โดยการศึกษานี้จะบันทึกสุขภาพในระยะยาวของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 290,000 คนจาก 5 ประเทศในแถบยุโรปรวมถึง อังกฤษและสวีเดน ซึ่งในตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล

สรุป

การศึกษาต่างๆ ที่ผ่านมายังไม่พบความเกี่ยวข้องกันระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ กับการเกิดโรคมะเร็ง แต่การศึกษาในผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกในสมองอยู่แล้วพบว่ามีความเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างนี้อาจให้ข้อมูลการใช้โทรศัพท์เกินจริงได้ (เนื่องจากศึกษากับผู้ที่เป็นโรคอยู่แล้ว จึงอาจคิดเอาเองว่าตัวเองเป็นโรคเพราะโทรศัพท์มือถือ)

สุดท้ายนี้ หากคุณยังคงกังวลเกี่ยวกับโรคนี้อยู่ดี เรายังคงมีวิธีอีกมากมายในการลดปริมาณสัญญาณหรือรังสีที่ได้รับจากการใช้โทรศัพท์ นั่นก็คือ การใช้หูฟังหรือการใช้แอพแชทแทนการโทรคุยกัน นั่นเอง

อ้างอิง: CNN, CNN – Interphone Study, TheBMJ, Radiology and Physical Medicine

เขียนโดย

Nattakorn Leardthanapaichit

นิสิตภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์ กำลังสนุกกับการพบปะผู้คน ชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นพิเศษ
   
Tags: , , , , ,