ส่องโลกพฤกษศาสตร์กับ “มอส” กานต์ อิ่มวัฒนา นักเรียนทุน “สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” ปี 2559

ส่องโลกพฤกษศาสตร์กับ “มอส” กานต์ อิ่มวัฒนา นักเรียนทุน “สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” ปี 2559

ในโอกาสต้อนรับน้องใหม่คณะวิทยาศาสตร์รุ่นที่ 84 ทาง Soscity มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “พี่มอส” หรือกานต์ อิ่มวัฒนา บัณฑิตภาควิชาพฤกษศาสตร์ ปีการศึกษา 2559 ที่กำลังจะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิชาชีววิทยาที่ Duke University สหรัฐอเมริกา ในฐานะนักเรียนทุน “สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” ประจำปี 2559 ผู้มีความสนใจในไบรโอไฟต์ หรือพืชจำพวกมอสส์ ฮอร์นเวิร์ต ลิเวอร์เวิร์ต ที่เด็กสายวิทย์หลายคนน่าจะได้เรียนจากวิชาชีววิทยา เราไปดูกันดีกว่าว่า เพราะเหตุใดพี่มอสถึงได้หลงใหลในพืชจำพวกมอสถึงขนาดนี้

แนะนำตัวหน่อยครับ

สวัสดีครับ ชื่อ กานต์ อิ่มวัฒนา ชื่อเล่น มอส จบปริญญาตรีจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ สาขาวิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนี้กำลังเตรียมตัวไปศึกษาต่อด้านชีววิทยาที่ Duke University ที่เมือง Durham รัฐ North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

อะไรทำให้สนใจเรียนคณะวิทยาศาสตร์

พี่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ ม.ต้น แต่จุดที่ทำให้อยากเข้าคณะวิทยาศาสตร์จริงๆ ตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนนั้นทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ก็มีโอกาสได้เข้าค่ายวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ และได้เจอนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ทั้งระดับชาติและระดับโลกหลายคน เลยได้เห็นว่าวงการวิทยาศาสตร์มีสิ่งที่น่าสนใจเยอะมาก งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราค้นพบสิ่งใหม่ๆ ให้กับมนุษยชาติ แต่น่าเสียดายที่ในไทยมีคนสนใจมาเรียนด้านนี้น้อยมาก ทั้งที่เป็นสาขาที่ต้องการคนเก่งและมีความสามารถ เลยอยากมาเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อจะได้ทำงานวิจัย

พฤกษศาสตร์เรียนอะไรบ้าง

สำหรับสาขาพฤกษศาสตร์ จะได้เรียนเรื่องพืชและความพื้นฐานทุกอย่างที่เกี่ยวกับพืชอย่างละเอียดเลย เช่น อนุกรมวิธานพืช ก็จะมาเรียนละเอียดเลยว่า family หลักๆ ของพืชมีอะไรบ้าง จำแนกอย่างไร ซึ่งแตกต่างจากที่เรียนตอน ม.ปลายแน่นอนเพราะเราเรียนถึงแค่ระดับ phylum กายวิภาคศาสตร์ของพืชก็มาเจาะลึกโครงสร้างพืชเลย ว่ามีเนื้อเยื่ออะไรบ้าง เอาตัวอย่างมาตัด section ดู ต้องระบุเนื้อเนื่อต่างๆได้ อะไรประมาณนี้

ส่วนบรรยากาศการเรียน ภาคพฤกษศาสตร์เป็นภาคที่คนเรียนไม่เยอะมาก เลยค่อนข้างสนิทกันเพราะเรียนด้วยกันไม่กี่คน แถมยังได้สนิทกับอาจารย์ด้วย และเนื่องจากเราเรียนเกี่ยวกับพืชพฤกษศาสตร์ เลยมีทริปไปตามอุทยานต่างๆ หลายครั้ง ออกไปเจอธรรมชาติ ได้เจอต้นไม้จริงๆ  ถือว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการเรียนที่ภาควิชานี้ เพราะนอกจากได้ความรู้แล้วยังได้เที่ยวอีกด้วย ใครที่ชอบต้นไม้หรือชอบวิชาพฤกษศาสตร์เข้ามาแล้วจะไม่เสียใจแน่นอน

ทำไมถึงสนใจไบรโอไฟต์

ไบรโอไฟต์ (Bryophyte) ถ้าพูดกว้างๆ เป็นคือพืชที่ไม่มีท่อลำเลียงขนาดเล็ก มีสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ มอสส์ ลิเวอร์เวิร์ท และฮอร์นเวิร์ท ปัจจุบันเชื่อว่าวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายสีเขียวกลุ่มหนึ่งเมื่อราวๆ 500 ล้านปีก่อน ถือว่าเป็นพืชรุ่นแรกๆ ที่เกิดมาบนโลกและยังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะพืชดอกที่เราเห็นส่วนใหญ่เกิดเมื่อราว 100 ล้านปีมานี่เอง

พี่ชอบไบรโอไฟต์เพราะเป็นพืชขนาดเล็กที่มีความลับหลายๆ อย่างซ่อนอยู่ ไม่เหมือนพืชชนิดอื่นๆ แต่ไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่าเท่าไหร่ ทั้งที่ไบรโอไฟต์มีอะไรน่าสนใจเยอะมาก ทั้งโครงสร้าง การสืบพันธุ์ กลไลการลำเลียงน้ำ การปรับตัวต่อสภาพที่แห้งแล้ง รูปแบบการใช้ชีวิตทุกอย่าง พูดง่ายๆ คือเป็นพืชที่มีกลยุทธ์การใช้ชีวิตต่างจากพืชกลุ่มอื่นมากๆ และไบรโอไฟต์ยังมีความสำคัญมากๆในการศึกษาวิวัฒนาการพืช ว่าพืชสามารถปรับตัวขึ้นมาอยู่บนบกได้อย่างไร เพราะเป็นพืชกลุ่มแรกๆที่ถือกำเนิดขึ้นมาในสายวิวัฒนาการ และยังคงลักษณะแรกเริ่มไว้มาจนถึงทุกวันนี้

ตัวอย่างไบรโอไฟต์และเฟิร์นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

นอกจากนี้ การศึกษาไบรโอไฟต์ยังใช้พื้นที่ไม่มาก เพราะถ้าเราศึกษาต้นไม้ เราอาจต้องศึกษาทั้งป่า แต่สำหรับไบรโอไฟต์ บนก้อนหินแค่ก้อนเดียว ก็สามารถนั่งศึกษาได้เป็นชั่วโมง เพราะไบรโอไฟต์มีขนาดเล็กมาก บางครั้งก็ขึ้นหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เหมือนเป็นป่าขนาดย่อม เลยสามารถชื่นชมความสวยงามที่ยิ่งใหญ่ได้ในพื้นที่เล็กๆ ถ้ามองไกลๆ อาจจะเห็นเป็นแค่แผ่นเขียวๆ แต่ถ้าเข้ามามองใกล้ หรือใช้แว่นขยายช่วย เราจะเห็นอีกโลกนึงเลยละ

ถ้าเราศึกษาต้นไม้ อาจต้องศึกษาทั้งป่า แต่ถ้าเป็นไบรโอไฟต์ บนก้อนหินก้อนเดียว เราสามารถศึกษามันได้เป็นชั่วโมง

การศึกษาไบรโอไฟต์มีประโยชน์อย่างไร

ถ้าถามถึงประโยชน์ ไบรโอไฟต์เป็นพืชที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจเท่าไหร่ เว้นแต่เป็นไม้ประดับ หรือเป็นวัสดุปลูก หลักๆ จะเป็นประโยชน์เชิงระบบนิเวศมากกว่า เพราะไบรโอไฟต์มีคุณสมบัติเก็บน้ำได้ดีมาก มีความสำคัญต่อสมดุลน้ำของระบบนิเวศ โดยเฉพาะป่าเมฆบนยอดเขาซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ป่าพวกนี้สามารถเก็บน้ำและค่อยๆ ปล่อยน้ำออกมา นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมากที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสายใยอาหารในระบบนิเวศ เลยเป็นสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นมากๆ ต่อระบบนิเวศ แม้จะเป็นบทบาทที่ไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ แต่ถ้าขาดไประบบนิเวศคงทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม

เคยมีคนถามพี่ว่าสามารถนำไบรโอไฟต์ไปทำผลิตภัณฑ์ได้มั้ย? มันอาจจะได้ แต่ทำไมถึงต้องคิดถึงแต่เรื่องเหล่านี้ละ ไบรโอไฟต์อาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ แต่ไบรโอไฟต์ให้ “ชีวิต” ให้ระบบนิเวศที่คนเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่สำคัญที่สุด ไม่ได้แค่เฉพาะไบรโอไฟต์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตทุกกลุ่มในธรรมชาติ ทั้งเห็ดรา แบคทีเรีย โปรโตซัว นก แมลง และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นเป้าหมายหลักของพี่คือการศึกษาชีวิตในด้านต่างๆ ของไบรโอไฟต์ ให้เห็นว่าไบรโอไฟต์มีบทบาทในระบบนิเวศอย่างไร จะได้มาแสดงให้ทุกคนเห็นได้ และเราจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของไบรโอไฟต์มากขึ้น

ไบรโอไฟต์ช่วยรักษาสมดุลน้ำให้กับระบบนิเวศที่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ทำให้ป่าสามารถเก็บน้ำและค่อยๆ ปล่อยออกมา ถ้าขาดไบรโอไฟต์ ระบบนิเวศอาจทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม

ช่วงที่เรียนอยู่ทำกิจกรรมอะไรบ้าง

สำหรับกิจกรรมของคณะ พี่เป็นสมาชิกชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของคณะวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 และอยู่ต่ออีกหนึ่งปีก่อนไปเรียนต่อ ก็ได้เจอกับเพื่อนๆ รุ่นน้อง รุ่นพี่จากภาควิชาอื่นๆ ที่มีความชอบในอย่างเดียวกัน ทุกๆ ปีเราจะจัดค่ายอนุรักษ์กัน 2-3 ครั้ง ค่ายจะมีสองแบบคือค่ายศึกษาธรรมชาติที่จะพาสมาชิกชมรมไปจัดค่ายในอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ใช้ชีวิตอยู่กลางธรรมชาติ นอนเต็นท์ ทำอาหารกินเอง ดูนก ดูต้นไม้ ดูดาว เดินป่า ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และค่ายสอนเด็กที่จะไปจัดตามโรงเรียนต่างๆ และไปทำกิจกรรมปลูกฝังการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เยาวชน ก็เป็นกิจกรรมที่ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ตัวพี่เองไปเข้าค่ายกับชมรมทั้งหมด 12 ครั้ง เป็นกิจกรรมที่ชอบและประทับใจ ทุกคนในชมรมเหมือนเป็นครอบครัว และตัวพี่เองได้อะไรจากชมรมนี้เยอะมาก

นอกจากนี้ตอนปี 2 และปี 3 (ปี 2556 และ 2557) ก็ได้เป็นพี่เชียร์ ได้รับมอบหมายให้เป็นพี่ประวัติ เล่าประวัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะวิทยาศาสตร์ให้น้องๆ ปี 1 ฟัง ก็รู้สึกเป็นเกียรติและะภาคภูมิใจมาก แต่ต้องบอกก่อนนะว่าห้องเชียร์สมัยที่พี่ทำยังเป็นห้องเชียร์แบบเก่า ไม่ใช่การรับน้องแบบสมัยนี้ พี่เป็นพี่เชียร์รุ่นสุดท้ายก่อนที่คณะจะเปลี่ยนระบบการทำห้องเชียร์

ส่วนกิจกรรมทางวิชาการ ตอนปี 3 พี่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปร่วมงาน Asian Science Camp ที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ได้เจอกับนักเรียนจากหลายๆประเทศ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลด้วย ก็เป็นกิจกรรมที่เปิดโลกทัศน์ทางด้านวิทยาศาสตร์มากๆ ค่ายนี้นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ก็สามารถสมัครได้นะ  แต่ขั้นตอนการคัดผู้แทนอาจจะยากหน่อย นอกจากนี้กิจกรรมอื่นๆ ก็มีพวกตอบปัญหาความรู้ทั่วไปของจุฬาฯ (CU Quiz) และจุฬาฯ วิชาการทั้งปี 55 และ 60

เป็นนักเรียนทุน “สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” ได้อย่างไร

ทุน “สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” เป็นทุนที่พระราชทานให้กับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ประสงค์จะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก จะมีการคัดเลือกร่วมกับทุน “อานันทมหิดล” ที่พระราชทานให้กับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เช่นเดียวกัน โดยก่อนจบภาคการศีกษาปลาย ทุกภาควิชาจะต้องส่งรายชื่อนิสิตปี 4 ที่มีสิทธิ์สัมภาษณ์ ปกติต้องมีเกรดตั้งแต่ 3.8 ขึ้นไป การคัดเลือกจะเป็นการสัมภาษณ์อย่างเดียว จากนั้นจะคัดเลือกให้เหลือเพียงหนึ่งคนที่จะได้ทุนอานันทมหิดล และอีกหนึ่งคนที่จะได้ทุนสิริกิติ์ฯ ซึ่งปกติก็จะเป็นคนที่มีผลการเรียนเป็นที่ 1 กับที่ 2 ของคณะที่จะได้ แต่ก็ยังมีหลายเกณฑ์นอกเหนือจากเกรด เพราะจะต้องดูจากความประพฤติ งานวิจัยที่จะไปทำ และทัศนคติที่มีต่อวิทยาศาสตร์ด้วย ทุนทั้งสองทุนนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นทุนที่ไม่มีสัญญา ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่สัญญาใจ ว่าเมื่อเราได้รับพระราชทุนการศึกษาจากในหลวง/พระราชินี เราควรที่จะนำความรู้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

“ทุนสิริกิติ์ฯ” ไม่มีสัญญาทุน แต่มีสัญญาใจ เพราะเมื่อเราได้รับพระราชทุนการศึกษาจากในหลวง/พระราชินี เราควรที่จะนำความรู้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

การเรียนต่อต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ตอนที่จบปี 4 จะมีเวลาว่าง 1 ปีหรือที่เรียกว่า Gap year ในการเตรียมตัวสมัคร ก่อนอื่นเราต้องมีเป้าหมายก่อนว่าจะไปเรียนหรือทำงานวิจัยในเรื่องอะไร จะได้เลือกมหาวิทยาลัยที่สอนหรือทำวิจัยในเรื่องนั้น อย่างพี่สนใจเรื่องวิวัฒนาการของไบรโอไฟต์ ซึ่งเป็นสาขาที่ค่อนข้างแคบ มีมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งที่มีคนเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เลยเริ่มมองหามหาวิทยาลัยที่มีอาจารย์ที่อยากไปทำงานด้วยก่อน โดยหลักๆ ก็ดูเอาจากบทความวิชาการว่ามีการอ้างถึงชื่ออาจารย์ท่านใดบ้าง พอได้มหาวิทยาลัยที่อยากสมัครก็เตรียมเอกสารต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย Transcript, คะแนน TOEFL และ GRE (Graduate Record Examination), Statement of Purpose หรือจดหมายแสดงเจตจำนงว่าเราไปเรียนเพื่ออะไร และสุดท้ายคือจดหมายแนะนำตัวเราจากอาจารย์หรือ Recommendation Letter

สำหรับการสอบ TOEFL จะเป็นการทดสอบทักษะฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ซึ่งคะแนนที่ผ่านได้คือ 80 เต็ม 120 แต่ก็ควรมากกว่า 90 หรือ 100 เพราะบางที่กำหนดเกณฑ์ไว้สูง จึงควรสอบไว้ล่วงหน้า เผื่อคะแนนไม่ดีจะได้สอบใหม่ เก็บไว้ได้ 2 ปี ส่วน GRE จะแบ่งเป็น GRE General หรือวิชาทั่วไป ประกอบด้วย ภาษาอังกฤษ (ยากมาก) เลข (ง่ายๆ ระดับ ม.ต้น) และการเขียนเรียงความ (ค่อนข้างยาก ควรฝึกเขียนและมีเพื่อนช่วยตรวจ) และ GRE Subject หรือสอบวิชาเฉพาะตามสาขาที่จะไปเรียน ได้แก่ เคมี ชีวะ ฟิสิกส์ ฯลฯ ซึ่งต้องติดตามช่วงเปิดรับสมัครดีๆ เพราะสอบแค่ปีละสามครั้ง

หลังจากส่งใบสมัครและเอกสารไปแล้ว บางมหาวิทยาลัยอาจจะมีการสัมภาษณ์ทางไกล โปรแกรมที่ใช้มักจะเป็น Skype มีตั้งแต่สัมภาษณ์กับอาจารย์ 2-3 ท่านไปจนถึงคณะกรรมการหลายคน บางที่อาจารย์จะเปิดโอกาสให้เราถามคำถามได้ด้วย ควรเตรียมคำถามที่เราควรรู้ถ้าไปอยู่ที่นั่นแล้ว เช่น สถานที่เป็นยังไง ห้องแล็บมีอุปกรณ์อะไรบ้าง สัมภาษณ์เสร็จก็รอประกาศผล โดยปกติจะประกาศตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม

ถวายตัวเป็นนักเรียนทุน

โดยปกตินักเรียนทุนสิริกิติ์ฯ และทุนอานันทมหิดล จะได้มีโอกาสเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลาไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งในปีนี้พี่ก็ได้รับโอกาสเข้าเฝ้าเช่นกัน ซึ่งก็ถือเป็นเกียรติอย่างมาก ระหว่างเข้าเฝ้าก็ได้สังเกตอะไรหลายๆ อย่าง เช่นเวลาที่พี่ตอบคำถามท่าน หรือตอนที่ท่านตรัสกับนักเรียนทุนคนอื่น ท่านทรงจดบันทึกตลอด และท่านเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางมาก สามารถคุยได้ทุกสาขาวิชาเลย การเข้าเฝ้าครั้งนี้จึงประทับใจมากและได้รับแรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง พระเทพฯ ท่านทรงเป็นแบบอย่างที่ดีมาก

ครอบครัวมีส่วนสนับสนุนในเรื่องการเรียนยังไงบ้าง

พี่โชคดีมากที่ครอบครัวไม่บังคับว่าจะให้เรียนอะไร เลยสามารถเลือกเรียนในสาขาที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเรียนกันได้ สำหรับพี่แล้ว แค่พ่อแม่ให้อิสระในการเลือกอะไรก็ได้ถือเป็นสิ่งที่ดีมากๆ แล้ว ก็ถือว่าตัวเองโชคดีมากที่สามารถมาเรียนที่ภาคพฤกษศาสตร์ และทำงานในสิ่งที่อยากทำ และมีครอบครัวให้กำลังใจในทุกอย่างที่ทำ

หลังจากเรียนจบแล้วจะกลับมาทำอะไรต่อ

คิดว่าจะกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และก็อาจจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ หรือไม่ก็ที่อื่น ต้องรอดูตำแหน่งที่สามารถสมัครได้

ถ้าได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มีแผนจะทำอะไรบ้าง

อันดับแรกคือเรื่องการศึกษา ก็อยากกลับมาพัฒนาระบบการเรียนการสอนของคณะวิทยาศาสตร์ให้ดีขึ้น เพราะระหว่างที่เรียนก็ได้เห็นว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่นี่ ยังมีจุดที่พัฒนาให้ดีขึ้นได้อีกเยอะ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด

ส่วนเรื่องงานวิจัย ก็ตั้งใจที่จะศึกษาพรรณไม้ของประเทศไทย อาจจะไม่ใช่แค่ไบรโอไฟต์ แต่รวมไปถึงพืชอื่นๆ ด้วย พี่อยากศึกษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศเราให้ได้เยอะๆ

ในความคิดของพี่มอส อาชีพนักวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างไรบ้าง

วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง อาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือวิศวกร ความรู้ที่ใช้ก็มาจากวิทยาศาสตร์ แม้สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำจะเป็นงานที่ไม่ค่อยได้นำไปใช้ประโยชน์โดยตรง แต่วิชาชีพอื่นๆ จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีพื้นฐานของวิทยาศาสตร์  สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คิดขึ้นได้อาจจะไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายแต่เป็นขั้นตอนแรกๆ ที่จำเป็นมากๆ เลยอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนไม่ค่อยเห็นความสำคัญเพราะไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่คนมองเห็น

อยากจะฝากอะไรกับน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่บ้าง

วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจและน่าอัศจรรย์ เวลาเรียนก็อยากให้เรียนด้วยความตื่นตาตื่นใจ เรียนด้วยความรู้สึกอยากเข้าใจธรรมชาติ อยากจะอธิบายสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ อย่าไปให้ความสำคัญกับข้อสอบมากนัก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่เราได้ความรู้ อยากให้เรียนเพื่อจะเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อจะทำข้อสอบได้

หลายคนอาจจะคิดว่าคณะอื่นๆ จบออกไปมีหน้าที่การงานที่ดีกว่า ก็อยากให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญของเทคโนโลยีทุกอย่าง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์อย่างเราจึงเป็นบุคคลที่กำลังสร้างรากฐานที่ดีให้กับมนุษย์ในภาพรวม ทั้งนี้ จบวิทยาศาสตร์ก็มีงานหลายอย่างรองรับ ทั้งงานสายตรงและไม่ตรง มีสถาบันวิจัยหลายอย่างที่รองรับคนที่จบวิทยาศาสตร์ไปทำงาน และถึงสุดท้ายเราจะได้งานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เลย แต่ถ้าเรามีความรู้มีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ด้านได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การจำไปทำข้อสอบ แต่คือการที่เราได้ความรู้ ได้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น

เขียนโดย

Pakawee Surarittikul

นิสิตคณะวิทยาศาสตร์รุ่นที่ 80 ภาควิชาฟิสิกส์ ชอบเขียนบทความวิทยาศาสตร์ รวมถึงสุขภาพและการดูแลตนเอง
 
Tags: , , , , , , ,