กระเทาะหินค้นประวัติและความงามของโลกธรณีวิทยา ในแบบ “เกรซ อิสราภรณ์”

กระเทาะหินค้นประวัติและความงามของโลกธรณีวิทยา ในแบบ “เกรซ อิสราภรณ์”

สาวมาดเท่ ผู้หลงไหลในความงดงามของหินและธรณีวิทยา การค้นคว้าโลกแห่งผืนปฐพีเหมือนการค้นพบตัวเองในแง่มุมหนึ่ง และในอีกมุมเธอยังพบประวัติศาสตร์ของผืนโลกอันน่าสนใจ ซึ่งสามารถบอกเป็นนัยได้ว่าในอนาคตโลกจะขยับตัวด้วยท่วงท่าอย่างไร จับค้อนไว้ให้มั่นแล้วร่วมกระเทาะหินค้นอดีตไปกับเธอ “เกรซ อิสราภรณ์”

แนะนำตัวหน่อยครับ

ชื่อ อิสราภรณ์ เศรษฐ์ธนันท์ ชื่อเล่น เกรซ นะคะ บัณฑิตภาควิชาธรณีวิทยา รุ่น 56 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังอยู่ในช่วงสมัครมหาวิทยาลัย รอเรียนต่อปริญญาโทด้านแผ่นดินไหวที่สหรัฐอเมริกาในปีหน้าค่ะ

ทำไมถึงเลือกเข้าภาควิชาธรณีวิทยา

สิ่งแรกที่ป็อบเข้ามาในหัวเลยก็คือ เราชอบ เหมือนเรารู้สึกว่ามันเป็นภาคที่เข้ากับบุคลิกเรา เวลาเราได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับหิน เกี่ยวกับโลก แล้วเรารู้สึกตื่นเต้น มันทำให้เราอยากจะรู้มากขึ้น กระหายที่จะเรียนรู้ต่อไป มันก็เลยสนุกตลอดเวลาที่ได้เรียนภาคนี้

แล้วตอนมัธยมรู้สึกไหมว่าเราชอบธรณีวิทยา

ตอนนั้นไม่เลย เหมือนตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าธรณีวิทยาเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง เรารู้แค่ว่าชอบธรรมชาติ แล้วก็ชอบวิทยาศาสตร์มากๆ เป็นพวกช่างสังเกต ขี้สงสัย เราคงไม่ได้ชอบวิชาธรณีวิทยาตั้งแต่แรก แต่มันกลายเป็นชีวิตเราตั้งแต่ได้เข้ามาเรียน ตั้งแต่ได้เริ่มทำความรู้จักกับธรณีวิทยาจริงๆ

ทำไมถึงชอบธรณีวิทยา

อยู่ๆ มันก็ชอบนะ เหมือนมันค้นพบด้วยตัวของมันเอง จริงๆ ตอนม.6 เราได้ไปค่ายธรณีวิทยา แล้วเขาพาไปนู่นไปนี่ แต่ถึงเราไม่ได้ไปค่ายนี้ เราก็รู้สึกว่ามันจะมีบางอย่างที่ทำให้เราเจอภาคนี้อยู่ดี

ถึงเราไม่ได้ไปค่ายนี้ เราก็รู้สึกว่ามันจะมีบางอย่างที่ทำให้เราเจอภาคนี้อยู่ดี

%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a7_8935

ก่อนจะที่เข้ามาเรียน เรามองภาควิชาธรณีวิทยาว่าเป็นแบบไหน

รู้แค่ว่ามันต้องเกี่ยวกับธรรมชาติแล้วก็ภัยพิบัติ เพราะเราทำโปรเจ็คตอนม.6 เรื่องสึนามิ ธรณีพิบัติภัยของโลกอะไรประมาณนี้

ตอนนั้นธรณีวิทยาก็ยังไม่ดังมาก ที่บ้านเลยอยากให้เราหาข้อมูลว่าจบไปแล้วทำอะไร ตอนนั้นเราเข้าใจว่าจบธรณีวิทยาจะสามารถเป็นพนักงานในบริษัทน้ำมันได้ ก็เลยคิดว่าเข้ามาเราจะได้เรียนเกี่ยวกับพวกปิโตรเลียม ส่วนพวกขุดไดโนเสาร์ก็พึ่งมารู้ตอนเข้าเรียนในภาควิชาว่า จริงๆ เราไม่มีเรียนไดโนเสาร์ แต่จะมีเรียนวิชาบรรพชีวินวิทยาตอนปี 2 เป็นวิชาที่เกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ มันมีประเภทไหนบ้าง มีชีวิตอยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ ซึ่งพวกซากดึกดำบรรพ์ดัชนี (Index Fossils) มีประโยชน์มากๆ ถ้าพบในชั้นหิน เราสามารถรู้ช่วงอายุของหินผ่านฟอสซิลนี่แหละ ซึ่งถ้าอยากเรียนเกี่ยวกับชีววิทยาของไดโนเสาร์ ต้องเรียนภาควิชาชีววิทยา แล้วไปต่อปริญญาโทเกี่ยวกับไดโนเสาร์

พอได้มาเรียนแล้ว ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับธรณีวิทยาในมุมมองใหม่ๆ ในแบบไหนบ้าง

เราเพิ่งมาเข้าใจว่าธรณีวิทยาเป็นศาสตร์ที่พยายามเข้าใจกายภาพของโลก ซึ่งเราคิดว่ามันถ่ายทอดออกมาผ่านหินนี่แหละ แล้วหินก็สามารถบอกอะไรได้มากกว่าสิ่งที่เราเห็น เช่น พอเราไปเดินฟิลด์แล้วได้แผนที่ธรณีวิทยามา เราสามรถบอกประวัติของพื้นที่นั้นๆ ได้ คือเหมือนก่อนหน้านี้คนก็อาจจะเข้าใจแค่ว่า เราขุดดิน (ฮา) แต่พอเรามาเรียน เราก็พึ่งรู้ว่ามันมีพวกวิชาที่เจาะลึกลงไปในหินประเภทๆ นึงอะไรแบบนี้ อย่างหินก็ประกอบไปด้วยแร่ แร่แต่ละชนิดก็มีอุณหภูมิ ความดันที่เฉพาะเจาะจง จึงสามารถบอกประวัติของโลกเราได้

เราเพิ่งมาเข้าใจว่าธรณีวิทยาเป็นศาสตร์ที่พยายามเข้าใจกายภาพของโลก

_dsc0503

แล้วธรณีวิทยาเรียนเกี่ยวกับหินอย่างเดียวหรือเปล่า

มีวิชาที่เกี่ยวกับแหล่งแร่ อัญมณี ปิโตรเลียม เกี่ยวกับน้ำ อากาศ ธรณีแปรสัณฐาน ภัยพิบัติด้วย อีกอันคือที่คนเริ่มให้ความสนใจกันมากคือ เรื่อง Remote sensing และก็เทคนิคของ GPS อย่างพวกภาพถ่ายโดรน เราก็สามารถถ่ายภาพมาแล้วนำไปวิเคราะห์ภูมิประเทศหรือธรณีสันฐานของภูเขาหรือรอยเลื่อน สมมติว่าเราเห็นรอยเลื่อนค่อยๆ เคลื่อนที่ไปปีละ 1 มิลลิเมตร เราอาจจะบอกได้ว่ากิจกรรมใต้โลกมัน active อยู่ ก็อาจจะมีผลต่อแผ่นดินไหวในอนาคต

dsc_0633

ชอบวิชาไหนมากที่สุด

คือหินที่ทุกคนเรียนมาตอนมัธยมมันจะมีหินอัคนี หินตะกอน หินแปร แต่พอเรามาเรียนในภาคนี้พวกหิน 3 ชนิดนี้เราจะได้เรียนเกี่ยวกับมันลึกมาก แยกเป็นแต่ละวิชาเลย ซึ่งเราชอบ 3 วิชานี้ เพราะมันเป็นเหมือนพื้นฐานความรู้ทุกอย่าง ถ้าเรามีพื้นฐานวิชาพวกนี้แน่นพอ เวลาเราไปออกฟิลด์แล้วเราจะไม่ตาย เราจะรอด แต่จริงๆแล้วต้องใช้หลายๆ วิชามาช่วยกันนะ

แต่ถ้าเกี่ยวกับอนาคตที่เรากำลังสนใจ ก็จะเกี่ยวกับธรณีพิบัติภัย คืออาจารย์ที่สอน สอนสนุก มันเกี่ยวกับเรื่องแผ่นดินไหวที่เราจะไปเรียนต่อ เลยยิ่งรู้สึกสนุกเป็นพิเศษ

ทำไมถึงชอบวิชาหินๆ

วิชาหินๆ 3 วิชานี้มันจะทำให้เรารู้เลยว่าหินแต่ละก้อนมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เช่น เราไปเจอหินทรายก้อนนึง ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือเม็ดทรายมารวมอยู่ด้วยกัน ทีนี้เราก็ต้องไปดูใต้กล้องว่าทรายเหล่านั้นเป็นประเภทอะไรบ้าง เป็น ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ หรือหินอื่นๆ พอเราแยกสัดส่วนพวกนี้ออกมา เราก็จะสามารถสันนิษฐานคร่าวๆ ได้ว่าบริเวณนี้เคยเป็นทะเล แม่น้ำ ทะเลทราย หรือเคยอยู่ใกล้ๆ ภูเขาไฟมาก่อน มันก็น่าตื่นเต้นนะ

ตอนเราไปออกฟิลด์ที่ประเทศอินโดนีเซีย ถ้าส่องดีๆ ในเม็ดทรายเหล่านั้นจะเจอพวกเศษหอย มันเป็นตัวที่บอกเราว่าตอนนี้มันเป็นผืนดิน แต่ในอดีตมันอาจจะเคยเป็นทะเลมาก่อน ทำให้เรารู้ประวัติว่าที่นี้มันเคยเป็นมายังไงบ้าง

img_3374

มันทำให้เรามองโลกเปลี่ยนไปไหม

เราเคยไปบุโรพุทโธแบบไม่มีไกด์นำเที่ยว มันก็เหมือนกับเราไปวัดๆ นึง แต่เรามีไกด์ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่า รู้ประวัติศาสตร์ของที่นั้นๆ ก็เหมือนกันเวลาเราไปเที่ยว คนก็จะไปชื่นชมธรรมชาติ แต่พอเราเรียนธรณีวิทยามันเหมือนเป็นการสร้างคุณค่าให้กับสถานที่ท่องเที่ยวนั้น เราจะรู้ว่าภูเขาเกิดขึ้นมาได้ยังไง กว่ามันจะมาอยู่ตรงนี้มันใช้เวลานานแค่ไหน ทุกๆ ครั้งที่เราไปที่ใหม่ๆ เราจะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ตลอดเวลา พอเรารู้อะไรใหม่ๆ ก็รู้สึกว้าว! ตื่นเต้นจัง อะไรแบบนี้

ตอนปี 4 เราได้เรียนวิชาธรณีวิทยาประเทศไทย เราจะต้องรู้หินในแต่ละภาคของประเทศไทยว่าเป็นหินอะไร ตรงไหนมีโครงสร้างยังไงบ้าง พอเรียนเสร็จเราก็ได้ไปเที่ยว ยกตัวอย่าง อย่างเราไปกาญจนบุรีเราจะคิดว่าจะเจอหินยังไงบ้างนะ ก็จะติด Hand Lens ไว้กับตัวตลอด จะเอาไปส่องเวลาไปเที่ยวน้ำตกกับเพื่อนๆ เราก็จะแบบ… แป๊ปนึงนะ ขอไปดูหินก่อน (ฮา)

พอเราเรียนธรณีวิทยามันเหมือนเป็นการสร้างคุณค่าให้กับสถานที่ท่องเที่ยวนั้น เราจะรู้ว่าภูเขาเกิดขึ้นมาได้ยังไง กว่ามันจะมาอยู่ตรงนี้มันใช้เวลานานแค่ไหน

ที่เที่ยวในประเทศไทยที่ไปแล้วชอบมากที่สุด

เราชอบดอยเชียงดาว มันสวยด้วยธรรมชาติอยู่แล้วด้วย แต่มันก็เป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่บอกว่าเชียงใหม่เคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน หลักฐานตรงนั้นอาจารย์ที่ภาควิชากับอาจารย์ที่ญี่ปุ่นก็เคยไปออกฟิลด์เก็บข้อมูลไว้

และมันจะมีวิชาธรณีทัศน์ เป็นฟิลด์ทริปที่พาไปจุดสำคัญๆ เช่น วัดเขาชีจรรย์ จังหวัดชลบุรี เป็นภูเขาใหญ่ๆ มีรูปพระแกะสลักอยู่บนภูเขานั้น ซึ่งหินที่ถูกแกะสลักนั้นเป็นหินแคลก์-ซิลิเกต ซึ่งเป็นหินแปรชนิดหนึ่ง พอเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นริ้วแทรกสลับระหว่างหิน 2 สี

อีกทีคือที่เกาะแสมสาร มันจะเป็นที่ๆ คนจะไปดำน้ำ แต่ระหว่างทาง เค้าตัดภูเขาให้เป็นถนน แล้วตรงเขาตรงนั้นจะเป็นหินที่เกิดการคดโค้ง ตอนปี 2 อาจารย์พาไปแวะตรงนั้นแล้วให้เราสเก็ตช์ภาพ แล้วให้เราลองคิดย้อนเวลาว่าการที่มันจะคดโค้งแบบนั้นได้ มีอะไรเกิดขึ้น มีแรงอะไรมากระทำให้มันเป็นแบบนี้ได้

อีกที่คือจังหวัดบึงกาฬ ไปเดินป่ากับเพื่อนๆ แล้วเห็นชั้นหินเฉียงระดับชัดมาก สวยมาก!

สุดท้ายคือจันทบุรี ก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอัญมณี พลอย เพราะเป็นแหล่งขายพลอย มันจะมีหินบางประเภทที่อุ้มพลอยขึ้นมา

หินในประเทศไทยต่างจากที่อื่นอย่างไร

เราว่า เราจะเอาขอบเขตประเทศมาบอกอะไรไม่ได้มากขนาดนั้น จริงอยู่ประเทศหรือจังหวัดอาจจะแบ่งด้วยลักษณะทางภูมิประเทศ ภูเขา แม่น้ำ อะไรแบบนี้ แต่ถ้ากางแผนที่ธรณีวิทยาแล้ว จะรู้เลยว่าหินมันไม่มี boundary ที่แบ่งว่าหินประเทศนี้เป็นแบบนี้ๆ มีแต่พื้นที่นี้มันเคยเจออะไรมาบ้างหินเลยเป็นแบบนี้ หินในโคราชอาจจะไม่เหมือนเชียงใหม่ แต่ไปเหมือนแอฟริกาก็ได้ เพราะอดีตมันอาจจะเคยพบเจออะไรเหมือนๆกัน แต่ตอนนี้มันดันไปโผล่คนละประเทศ (อันนี้สมมตินะ)

ถ้าถามถึงความสวยงามของหิน ที่ไทยหินที่สวยๆ ก็มีนะ แต่ข้อเสียคือมันอยู่ในโซนร้อนชื้น แล้วหินมันจะผุง่าย แต่ถ้าไปโซนยุโปร อเมริกา ญี่ปุ่นหินที่นั่นมันจะสด ในประเทศไทยส่วนใหญ่เท่าที่เห็นเวลาไปเดินภาคสนาม มันจะมีเหมือนสีสนิม สีเหลืองๆ น้ำตาลๆ เคลือบ เราก็ต้องเอาค้อนธรณีไปตอกให้เราเห็นสีสดจริงๆ ว่าหินก้อนนั้นเป็นสีอะไร

เราจะแยกประเภทของหินได้อย่างไร

พื้นฐานคือต้องเอา Hand lens คือแว่นส่องพระนี่แหละ ไปส่อง เทคนิคส่วนตัว ขั้นแรกเลยต้องดูว่ามันเป็นผลึกหรือเป็นตะกอน พอเราส่องเข้าไปจะเห็นเลยว่าถ้าเป็นผลึก จะคล้ายๆ ภาพโมเสก ยึกยือๆ ซึ่งถ้าเป็นผลึกเราจะสามารถเดาได้ว่ามันเป็นหินอัคนีหรือไม่ก็หินแปร แต่ถ้าเห็นเป็นเม็ดๆ มาอยู่ด้วยกัน ก็จะเป็นหินตะกอน

แต่ถ้าให้ละเอียดจริงๆ เราจะต้องเอามาเทียบกับแผนภาพไดอะแกรมที่มีคนเคยทำไว้ เป็นการจำแนกตามคนนี้ๆ อะไรแบบนี้ เช่นการตัด Thin Section วิธีการก็คือหินมาใช้ใบมีดใหญ่ มาตัดแล้วไปติดกับแผ่นกระจก จากนั้นก็ขัดจนให้บางเหลือประมาณ 0.03 มิลลิเมตร พอเอาไปส่องในกล้องจุลทรรศน์ แร่แต่ละชนิดจะมีสีและลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน เช่น เมื่อเราหมุน 90 องศาจะเป็นสีขาว หมุนอีก 90 องศาอาจจะเป็นสีดำ แล้วพอเราจำแนกแร่ได้ว่ามีแต่ละชนิดกี่เปอร์เซ็น ก็เอาไปพลอตในไดอะแกรม จะสามารถบอกได้ว่าจริงๆ แล้วหินก้อนนี้มีชื่อว่าอะไร เป็นการเจาะจงลงไปอีก แล้วยังสามารถบอกลงไปได้อีกหากเราไปพลอตในอีกไดอะแกรมว่า ต้นกำเนิดมันมาจากไหน หากมีแร่ชนิดนี้เยอะมันอาจจะเคยเป็นภูเขาไฟใต้น้ำมาก่อน หรือเป็นแผ่นเปลือกโลกมุดตัวกัน

ภาพการตัด Thin Section วิชา ปฏิบัติการศิลาวิทยาหินอัคนีและหินแปร ที่กำลังขยาย 10 เท่า

รู้สึกตื่นเต้นไหม พอได้เห็นความสวยงามของแร่

ตอนที่เห็นครั้งแรกก็ไม่รู้สึกว้าวนะ เพราะตอนที่เรียนวิชานี้ยากมาก (ฮา) แร่มันมีเป็นร้อยเป็นพันตัว แล้วเราต้องจำทุกอันชนิดนี้มันสีอะไร แต่มันก็ตื่นเต้นตรงที่อ้าวเห้ย! หินมันตัดได้ด้วย ใครจะไปรู้ว่าหินก้อนแข็งๆ มันจะตัดให้เหลือบางได้แค่นั้น

พอเรารู้ที่ไปที่มาของสถานที่นั้นๆ แล้ว เราสามารถนำไปทำอะไรได้

มันมีทฤษฎีนึงของคุณ James Hutton ซึ่งเป็นบิดาของธรณีวิทยาสมัยใหม่ ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์อีกท่านหนึ่งสรุปจาก James Hutton ว่า “The Present  is the key to the past” สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน อย่างพวกก้อนหิน มันเป็นกุญแจไขไปสู่อดีตว่าแต่ก่อนมันเคยเป็นยังไง แล้วพอเรารู้ว่าอดีตมันเป็นอะไรมาก่อน มันก็มีอีกแนวคิดนึงที่ว่า สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันก็จะเกิดขึ้นต่อๆ ไปในอนาคต

_dsc0502

เมื่อรู้แบบนี้แล้ว มันก็มีหลายด้านที่ธรณีวิทยานำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าเรารู้ว่าอดีตมันเคยเป็นมายังไง และเราเห็นปัจจุบัน เราก็สามารถจินตนาการลงไปข้างล่างโลกได้ว่าทรัพยากรมันจะถูกเก็บอยู่อย่างนี้นะ อย่างน้ำมันก็จะเก็บอยู่ในโครงสร้างที่โค้งงอแบบนี้ เพราะฉะนั้นจะรู้ว่าเราต้องไปเจาะน้ำมันที่ไหน หรือเราก็จะรู้ว่าเราจะไปหาเพชรได้จากที่ไหนบ้าง ส่วนด้านแผ่นดินไหวพอเรารู้ว่ารอยเลื่อนนี้มันเคยเกิดในทุกๆ กี่ปี เราก็จะทำนายอนาคตได้ว่าแผ่นดินไหวมันจะเกิดอีกครั้งเมื่อไหร่

จริงๆ บางเรื่องมันก็เป็นงานวิจัยเบื้องต้น เราอาจยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร แต่มันก็เป็นการศึกษาวิทยาศาสตร์อันนึงที่เราอยากจะรู้ ซักวันมันอาจจะได้ใช้ก็ได้

สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน มันเป็นกุญแจไขไปสู่อดีต

คิดว่าในประเทศไทยในอนาคตจะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวไหม

ตอนนี้รอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทยมีอยู่ 3 ที่ คือ ภาคเหนือจะมีรอยเลื่อนแม่จัน จังหวัดเชียงราย ภาคตะวันตก แถวๆจังหวัดกาญจนบุรี สุดท้ายภาคใต้จะมีรอยเลื่อนอยู่ 2 จุด ลากผ่านภาคใต้ชื่อรอยเลื่อนระนองและรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย แต่รอยเลื่อน 2 จุดนี้เป็นรอยเลื่อนที่เคลื่อนที่ในแนวระดับซึ่งไม่ทำให้เกิดสึนามิ

ความแตกต่างระหว่างการเรียนด้านธรณีวิทยาของประเทศไทยกับต่างประเทศ

ตอนปี 3 เราได้ไปแข่งทำแผนที่ทางธรณีวิทยาที่ประเทศอินโดนีเซียแล้วชนะกลับมาเป็นครั้งแรก มันเหมือนการเปิดมุมมองชองเราต่อธรณีวิทยา เราเห็นเด็กที่อินโดเค้ามีวิสัยทัศน์แบบนี้นะ เค้าทำแผนที่ได้หลายอย่างมากกว่าเรา เค้าสามารถทำการวิเคราะห์แบบอื่นได้ที่เรายังไม่เคยทำ เราจึงอยากให้ประเทศของเราส่งเสริมการแข่งขันระดับนานาชาติมากกว่านี้ ปีนี้เลยชวนน้องที่มหาวิทยาลัยมหิดลกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยไม่ต้องไปซีเรียสว่าจะชนะหรือแพ้ มันเป็นประสบการณ์ชีวิต

เราจึงอยากให้ประเทศของเราส่งเสริมการแข่งขันระดับนานาชาติมากกว่านี้

ในเมืองนอกเค้าจะมีภาควิชาธรณีฟิสิกส์แยกออกมา ซึ่งเค้าใช้ฟิสิกส์กับแคลคูลัสเยอะมาก ธรณีวิทยามันเริ่มจะเป็นการประยุกต์ไปแล้ว เหมือนเจอทางที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางวิทยาศาสตร์นอกจากธรณีวิทยาแบบคลาสสิค แต่ธรณีวิทยาประยุกต์บางอย่างก็ยังต้องอาศัยแบบคลาสสิคควบคู่กันไปอยู่นะ

เป็นผู้หญิงแต่เรียนธรณีวิทยา เป็นอุปสรรคอะไรไหม

ไม่เลย แต่มันก็แล้วแต่คนนะ ถ้าผู้หญิงบางคนที่ไม่ได้แข็งแรงก็อาจจะเหนื่อยง่าย เราว่าข้อเสียเปรียบของผู้หญิงกับผู้ชายมันคือสรีระ ยกตัวอย่างถ้าเวลาเราออกฟิลด์ ถ้าเพื่อนผู้ชาย เค้าก็จะเอามีดเอาอะไรมาทำทางให้เราเดิน แต่ตอนเราไปแข่งที่อินโด มีทีมนึงเป็นผู้หญิงล้วนเค้าก็ทำได้ ตอกหินได้นะ

dsc_1348

 

img_1835

เป้าหมายในอนาคต อยากทำอะไร

อยากเป็นอาจารย์ เพราะตอนเด็กๆ เราชอบสอนหนังสือน้อง แล้วพอสอนแล้วน้องเข้าใจ เราก็มีความสุขมาก แต่ก็ไม่อยากเป็นครูทั่วไปนะ อยากเป็นครูด้านธรณีวิทยา

เรียนธรณีวิทยา สามารถทำอาชีพอะไรได้อีกบ้าง

เป็นพวกนักวิจัย งานสายน้ำมัน งานเหมืองแร่ งานเหมืองพลอย กรมน้ำบาดาล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมทรัพยากรธรณี กรมอุตุนิยมวิทยาที่ดูเรื่องแผ่นดินไหว บริษัทที่ทำเกี่ยวกับภาพถ่ายทางอากาศ (GIS) ทำแผนที่ อะไรพวกนี้

ความแตกต่างระหว่างธรณีวิทยา กับ วิศวกรรมปิโตรเลียม

นักธรณีวิทยาคือคนที่ระบุว่าน้ำมันอยู่ตรงไหน เรามีหน้าที่สำรวจ จิ้มจุดว่าน้ำมันอยู่ตรงนี้นะ แต่วิศวกรรมปิโตรเลียมคือคนที่จะเอาน้ำมันออกมายังไง ขุดเจาะอย่างไรไม่ให้ระเบิด

สำหรับน้องที่จะเข้าภาคธรณีวิทยาจะต้องเตรียมตัวอย่างไรดี

พวกความแข็งแรง พลังทางกายมันจำเป็นมาก ถ้าให้ดีก็อยากให้ดูแลสุขภาพตัวเอง แต่ก่อนเราไม่ออกกำลังกายเลย พอเข้ามาเรียนในภาควิชาเราก็มาวิ่งให้แข็งแรงมากขึ้น เพราะตอนไปออกฟิลด์เราต้องดูแลตัวเองได้ อาจารย์บางท่านบอกว่าเราต้องหัดออกฟิลด์คนเดียวให้เป็น สมมติเราไปสมัครงานในบริษัท เค้าอาจจะให้งานไปให้เราออกฟิลด์แล้วให้ทำทุกอย่างในหนึ่งคน อย่างเราก็จะไม่ค่อยมีแรงตอกหินที่แข็งๆ อย่างหินแปร หินอัคนีบางชนิด พวกเพื่อนผู้ชายก็จะตอกให้ ยกเว้นหินที่ไม่แข็งมากเราก็จะตอกเองนะ

ถ้าน้องยังไม่รู้ว่าจะเลือกเรียนธรณีวิทยาดีไหม จะทำอย่างไร

สามารถแชทมาถามได้ในเพจ soscity เลย (http://www.facebook.com/soscitymagazine) จะได้ข้อมูลกับคนที่เรียนธรณีวิทยาจริงๆ

ความเจ๋งของธรณีวิทยาคือ

เป็นนักสืบค้นหาอดีต

img_1247

เขียนโดย

Nattakorn Leardthanapaichit

นิสิตภาควิชาเทคโนโลยีทางภาพและการพิมพ์ กำลังสนุกกับการพบปะผู้คน ชื่นชอบการถ่ายรูปเป็นพิเศษ